องค์-8: ปรากฏการณ์ แห่ง มิติ และ ความจริงแท้

[English Language]

บทความหลัก:
องค์-8: ปรากฏการณ์ แห่ง มิติ และ ความจริงแท้
The 8-Element: Reality dimension in phenomena

โดย สู่ดิน ชาวหินฟ้า, igood media.
Last edit. 25 January 2016.

  • โลก เป็น อนุภาคฟุ้งฝอย อนุภาคหนึ่ง (particle) ที่ลอยวน (stability) อยู่ใน จักรวาล หรือ เอกภพ (universe).
  • โลก เป็น อะตอมหนึ่ง (atom) ในแกแลกRซี่ ทางช้างเผือก (Milky-way Galaxy).
  • โลก เป็น เซลล์หนึ่ง (cell) ของ ระบบสุริยะ (Solar system).
  • โลก เป็น ที่อยู่อาศัย (home) ของ ระบบชีวิต (Life system).

“… สรรพสิ่ง บนโลก เกิดขึ้น และวิวัฒนาการ อย่างเป็นระบบ ทำให้โลกกลายเป็นเทหวัตถุ ที่มีชีวิต และดำรงอยู่ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ร่วมกับ พฤติการณ์ของสิ่งมีชีวิต. วัตถุสาร และ สิ่งมีชีวิต มีระบบชีวิตที่หลากหลาย และแตกต่างกัน. ไวรัส จุลินทรีย์ พืช สัตว์ มนุษย์ ก็มีระบบชีวิต หรือ วงจรชีวิตอีกแบบหนึ่ง. โดยเฉพาะ มนุษย์ ถือว่า เป็นโลกใบเล็กๆ ที่ดำรงอยู่ และโคจร อยู่บนผิวโลก (earth). มนุษย์แต่ละคน เปรียบเหมือนระบบสุริยะเล็กๆ เรียกว่า “ฝุ่นละออง สุริยะ” ภายในประกอบด้วย ธาตุชนิดต่างๆ (ดาวเคราะห์) จิต วิญญาณ (ดาวฤกษ์) วิ่งวน โคจร อยู่ภายใน. ตราบใด ที่นักวิทยาศาสตร์ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน เกี่ยวกับ black holes, Big Bang ตลอดจน ขอบเขตและพฤติการณ์ของเอกภพ การค้นหา วิวัฒนาการของมนุษย์ ความลี้ลับของจิต วิญญาณ การระลึกชาติ และชีวิตหลังความตายของมนุษย์ ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้เช่นกัน. …”

colorful in universe

Colorful in Universe

มนุษย์ ไม่ใช่ “เจ้าของ” โลกใบนี้. แต่เป็น สิ่งมีชีวิตหนึ่ง ที่เกิดมาและอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เพียงชั่วคราว. มนุษย์ คิดว่าตนเอง ฉลาดกว่า สิ่งมีชีวิตอื่น และนั่นเป็นเรื่องจริง. เพราะมนุษย์เท่านั้น ที่สามารถคิดค้น สื่อสาร สิ่งลี้ลับต่างๆ ให้มนุษย์ด้วยกัน รับรู้ และมองเห็น จนเกิดการยอมรับสืบต่อกันมา เป็น องค์ความรู้ (knowledge). และพัฒนา องค์ความรู้เหล่านั้น ให้เป็นระบบความรู้ เรียกว่า ศาสตร์ (logos).

เราสามารถมองภาพรวม ของเอกภพ ทุกมิติ ทุกขนาด ทุกกาลเวลา ได้ดังนี้. “จักรวาล – โลก – ชีวิต – จิต – วิญญาณ – นิพพาน” ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ดวงดาว โลก วัตถุสาร สิ่งมีชีวิต มนุษย์ ต่างก็มี “วิวัฒนาการ” ตลอดเวลา จึงยังไม่สามารถหาข้อยุติที่แท้จริงได้. (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า – 623 B.C. – 543 B.C. เรียก “วิวัฒนาการ” นี้ว่า “ไตรลักษณ์ 3” ประกอบด้วย ทุขขตา อนิจจตา อนัตตตา. ผู้เขียน เห็นว่า นี่คือ กฏธรรมชาติ ที่อยู่คู่กับ เอกภพ ตลอดกาล และเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับ จุดกำเนิด และจุดสิ้นสุดของ ทุกสรรพสิ่งในเอกภพนี้.) แต่สิ่งที่มนุษย์สามารถสืบค้นความจริง ได้ระดับหนึ่ง ก็คือ โลก (earth-world) ชีวิต (life-live) จิต (mind-mentality) วิญญาณ (soul-sense) สิ่งเหล่านี้ เรียกว่า ความรู้ (knowledge) หรือ ศาสตร์ (logos) ดังที่กล่าวมาแล้ว. ผู้ที่ประกาศว่า นิพพาน มีอยู่จริง และมนุษย์สามารถเข้าถึงได้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. แต่การเรียนรู้ และเข้าถึง นิพพาน จะต้องผ่านขั้นตอน และหลักปฏิบัติอันเข้มข้น ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า “อริยมรรค 8” (ดูคำอธิบาย ท้ายสุดของบทความ). แต่ นิพพาน ยังเป็นปริศนา สำหรับมนุษย์ทั่วไป รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ด้วย ซึ่งต้องสืบค้นกันต่อไปอีกนาน (เช่นเดียวกับ การค้นหาที่มาของ จักรวาล) เพื่อพิสูจน์ความจริงในเชิงวิทยาศาสตร์ ว่า นิพพาน คืออะไร มีสภาพอย่างไร และจะเข้าถึงได้อย่างไร.

“… การเรียนรู้เกี่ยวกับ จิต วิญญาณ และ นิพพาน เป็นสิ่งที่ยาก สำหรับคนในยุคนี้ ยากพอๆ กับ ความเข้าใจเกี่ยวกับ อนุภาค และ คลื่น. ก่อให้เกิดความท้อถอย และสร้างกำแพง เพื่อปกป้อง ความโง่ของตนเอง โดยกล่าวหาว่า นิพพาน เป็นสิ่งไม่มีอยู่จริง. นิพพาน เป็นแค่คติอย่างหนึ่ง (ความเชื่อ) ที่มีอยู่ในพุทธศาสนา. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกบุคคลประเภทนี้ว่า “มิจฉาทิฐิ” จัดอยู่ในกลุ่ม “ปุถุชน” ซึ่งเปรียบเทียบกับ “บัวใต้ตม” จากบัวสี่เหล่า …”

เอกภพ นั้นใหญ่ไพศาล กว้างไกล เกินกว่าที่มนุษย์จะรับรู้ได้. สิ่งลี้ลับ (dark matter) ในเอกภพ ก็มีมากมาย (กว่าร้อยละ 96 เป็น dark matter). มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับ สิ่งลี้ลับเหล่านั้น (ถ้ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับมัน จะเรียกมันว่า สิ่งลี้ลับได้อย่างไรกัน). มนุษย์ จึงเฝ้าแสวงหา ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน มันยาวนานเท่าๆ กับ วิวัฒนาการของมนุษยชาติ เลยทีเดียว.

“… คำว่า สิ่งลี้ลับ หมายถึง สิ่งที่อยู่นอกเหนือ การรับรู้ของประสาทสัมผัสมนุษย์ (ตา-รูป หู-เสียง จมูก-กลิ่น ลิ้น-รส ผิวกาย-รู้สึกสัมผัส ใจ-ธรรมะ). นักวิทยาศาสตร์ สามารถเข้าถึงสิ่งลี้ลับเหล่านั้นได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ร่วมกับ จินตนาการ (technology with mentality). สิ่งลี้ลับ ที่ถูกค้นพบ พิสูจน์ และยืนยันแล้ว ก็ไม่ใช่สิ่งลี้ลับอีกต่อไป. ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถพิสูจน์ เกี่ยวกับ จิต วิญญาณ ได้บ้างแล้ว เช่น การระลึกชาติ วิทยาศาสตร์ รับว่ามีอยู่จริง แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร. มีเพียง 2 เรื่องเท่านั้น คือ เอกภพ และ นิพพาน ที่ยังคงเป็นสิ่งลี้ลับ สำหรับโลกวิทยาศาสตร์ต่อไป …”

ก. ลักษณะ สมบัติของ ธาตุ-วัตถุสาร (matter) ในเอกภพ

นักวิทยาศาสตร์ (scientist) และ นักปราชญา (philosopher) สรุปว่า ในเอกภพนี้ มีสรรพสิ่ง (being) สิ่งที่เกิด (born) สิ่งที่มี (to being) และสิ่งที่เป็นไป (to be in rule of universe) 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่เป็น ฟิสิคส์-รูปธรรม (physical) และ ลักษณะที่เป็น จิต-นามธรรม (psychological). ทั้งสองลักษณะ ประกอบกันเป็น เอกภพ มีคุณสมบัติ และคุณลักษณ์ (properties and identity) ผสมผสาน พัวพัน กันเป็นหนึ่งเดียว. แต่ในหนึ่งเดียว ประกอบด้วย 8 เรียกว่า “องค์-8” (The 8-element) คือ

  • 1. คลื่น (wave)
  • 2. แรง พลังงาน (gravity-energy)
  • 3. มิติ–กาลอวกาศ (dimension–spacetime)
  • 4. อุณหภูมิ (temperature)
  • 5. รูปลักษณ์ (form)
  • 6. วัฎจักร–อนันต์ (cycle–infinity)
  • 7. จิต เจตสิก สังขาร (mentality–sense–body)
  • 8. อาตมัน–นิพพาน (integrity | Nirvana)

ประสาทสัมผัสของมนุษย์ รับรู้ องค์–8 ของจักรวาล ได้อย่างจำกัด (ดูตารางความสัมพันธ์ ระหว่าง สื่อประสาทสัมผัส กับ ลักษณะ-สถานะชี้วัด ของ สังขารธรรมในจักรวาล). ลักษณะทางฟิสิคส์-รูปธรรม รับรู้ผ่าน เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ ลักษณะทางจิต-นามธรรม รับรู้ผ่าน จินตนาการ ร่วมกับ ประสบการณ์.

(1) คลื่น

เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกสถานที่ ทุกเวลา รอบตัวเรา. แต่ประสาทสัมผัสทางตา สามารถรับความยาวคลื่นเหล่านั้น ได้แค่ระดับ 400-700 นาโนเมตร. มนุษย์ มองเห็นสีของแสงได้จำกัด เพียงไม่กี่สีเท่านั้น (อย่างมาก 256 สี). ทั้งที่ในเอกภพ มีสีมากกว่า 16.7 ล้านสี. สายตามนุษย์ สามารถมองเห็น ภาพสามมิติจริง กับ สามมิติจำลอง (hologram picture) ได้. ประสาทสัมผัสทางหู สามารถรับความดังของเสียง ได้จำกัด แค่ 30 – 140 เดซิเบล และ รับคลื่นความถี่ของเสียง ได้ 20 – 20,000 เฮิรตซ์ เท่านั้น.

คลื่นเสียง ที่มนุษย์รับรู้ได้ ผ่านประสาทสัมผัส และผ่านเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ silent, loud, low-high frequency, echo, ultrasound, ultrasonic, big bang, musical, voice, alto, sonic. คลื่นแสง ที่มีอยู่ในเอกภพ ที่สายตามนุษย์รับรู้ และ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์วัดค่าได้ ได้แก่ sunlight, electric light, flash, daylight, back-light, aurora, ultraviolet ray, UV, infrared, bolt, blaze, candlelight. รวมทั้ง คุณลักษณะพิเศษเฉพาะของคลื่นแสง ที่ก่อให้เกิดสีสันต่างๆ ได้แก่ hue, shade, tone, monochrome.

ยังมีคลื่นชนิดอื่นอีกมากมาย ในเอกภพ ที่มนุษย์ไม่อาจสัมผัสมันได้ แต่อาจใช้เครื่องมือเทคโนโลยีช่วยได้บ้าง เช่น คลื่นที่มีความยาวสั้น และยาวมากๆ (long-short wave) คลื่นความร้อน (heat) คลื่นตกกระทบ (incident wave) คลื่นวิทยุ (radio) คลื่นไฟฟ้า (electric) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic) คลื่นไมโครเวฟ (microwave) รังสีต่างๆ (radiation) คลื่นสมอง (brain wave).

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาของคลื่น ได้แก่ ระยะตำแหน่ง (spatial) เวลา (temporal) และ จังหวะ (rhythm).

(2) แรง พลังงาน (gravity-energy)

มนุษย์ รับรู้ แรง และพลังงานได้ จากประสาทรับสัมผัสกลิ่น น้ำหนัก การเคลื่อนไหว และการเสียดทาน ของวัตถุสาร. ธาตุ และวัตถุสาร ทุกประเภทในเอกภพ มีแรงและพลังงาน ซ่อนแฝงอยู่.

นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบแรงในเอกภพ มี 4 ชนิด. แรงทั้ง 4 ชนิด เป็นแรงพื้นฐาน เกิดมาพร้อมกับเอกภพ และดับสลายไปพร้อมกับเอกภพเช่นกัน คือ (1) แรงโน้มถ่วง (gravity) (2) แรงแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic) (3) แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (weak nuclear) (4) แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (strong nuclear). แรงโน้มถ่วง พวกเรารู้จักกันดีและเข้าใจได้ง่าย เพราะพบเห็นทุกวัน. แรงแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นแรงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจาก ปฏิกิริยาและการเคลื่อนไหวของวัตถุสาร. แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (weak nuclear) เป็น แรงที่ทำให้ เกิดการสลายตัว ของสารกัมมันตรังสี. แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (strong nuclear) ทำหน้าที่ยึดเกาะโปรตอนและนิวตรอน ให้รวมกันเป็นนิวเคลียสของอะตอม. นั่นคือ เหตุผลที่ทำให้วัตถุสาร ดำรงสภาพอยู่ได้.

มีแรงอีกประเภทหนึ่ง ที่มีอิทธิพลต่อ การเปลี่ยนแปลงรูปทรง การเคลื่อนไหว ของวัตถุสาร และเปลือกโลก. ได้แก่ แรงตรึงผิว (surface tension) แรงของคลื่นกระแทก (shock wave) แรงของคลื่นไหวสะท้อน หรือคลื่นไหวสะเทือน (seismic wave) แรงของแผ่นดินไหว (earthquake) แรงปะทะของน้ำและลม (swash) แรงที่เกิดจากคลื่นกระแทกจากศูนย์กลาง เช่น แรงจากระเบิด (blast wave) แรงจากแผ่นดินไหวใต้ทะเล (tsunami) แรงของอนุภาคกลิ่นต่างๆ (scent particle).

แรงต่างๆ เหล่านี้ มีหน่วยวัด ที่แตกต่างกัน ตามลักษณะสมบัติเฉพาะตัว. ได้แก่ volt คือ หน่วยวัดแรงดันไฟฟ้า abvolt คือ หน่วยแรงแม่เหล็กไฟฟ้า (เซนติเมตร-กรัม-วินาที) gilbert คือ หน่วยวัดแรงแม่เหล็ก calorie คือ หน่วยวัดพลังงานความร้อน และ watt คือ หน่วยวัดกำลังไฟฟ้า.

(3) มิติ–กาลอวกาศ (dimension–spacetime)

เรื่องของมิติ จะผูกโยงกับ ตำแหน่ง เวลา และระยะ ของธาตุและวัตถุสาร. มนุษย์รับรู้มิติของธาตุ และวัตถุสาร ผ่านประสาทรับทางตา (จักขุสัมผัส) และประสาทสัมผัสทางหู (โสตสัมผัส)ได้ไม่เกิน มิติที่ 3. ขณะที่ ในเอกภาพ ประกอบด้วย มิติมากถึง 11 มิติ. กาล อวกาศ และ มิติ เป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าใจได้ยาก โดยเฉพาะ มิติที่ 4 ขึ้นไป. จำเป็นต้องอาศัยประสาทสัมผัสทางจิต (มโนสัมผัส) เป็นเครื่องมือช่วย. (ดูรายละเอียดใน ข้อ ข. ความเข้าใจเรื่อง มิติ (dimension))

ขนาด และ รูปร่าง ของวัตถุสาร 3 มิติ สามารถใช้เครื่องมือวัด เพื่อบอกคุณสมบัติ ลักษณะ และสถานที่ตั้ง ซึ่งมีอยู่ 3 ค่า คือ หน่วยน้ำหนัก (weight | gravity unit) หน่วยลูกบาศก์ (cubic unit) และ หน่วยระยะ (length unit). ชนิดของเครื่องมือวัด จะต้องกำหนด ค่ามาตรฐาน (default value) ขึ้นมาเป็นตัวเปรียบเทียบ เพื่อให้ทราบ ขนาด รูปร่าง ที่แท้จริง.

(4) อุณหภูมิ (temperature)

ลักษณะของอุณหภูมิ ที่มนุษย์รับรู้ได้ ผ่านประสาทสัมผัสผิวกาย คือ เย็น (cold) อุ่น (warm) ร้อน (heat). อุณหภูมิที่จำเป็นต้องใช้ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ วัดค่า คือ อุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์ (basal body) เท่ากับ 37 องศาเซลเซียส. อุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์ หรืออุณหภูมิต่ำสุดของสสาร (absolute zero) เท่ากับ 0 เคลวิน หรือ −273.15 องศาเซลเซียส (−459.67 องศาฟาเรนไฮต์). อุณหภูมิจุดหลอมเหลว (melting point) จากของแข็งเป็นของเหลว, อุณหภูมิการแข็งตัว (freezing point) จากของเหลวเป็นของแข็ง, อุณหภูมิจุดเดือด (boil) จากของเหลวเป็นไอ, (ธาตุต่างๆ มีอุณหภูมิจุดเดือดแตกต่างกัน. จุดเดือดของน้ำ ณ ระดับน้ำทะเล คือ 100 องศาเซลเซียส.), อุณหภูมิจุดเผาไหม้ (ignition-point), อุณหภูมิควบแน่น (condensing), อุณหภูมิจุดน้ำค้าง (dew-point), อุณหภูมิสัญญาณชีพ (vital signs). หน่วยวัดอุณหภูมิ เรียกว่า องศา (degree) มี 3 มาตรฐาน คือ Fahrenheit, Celsius และ Kelvin.

มนุษย์รับรู้ความแตกต่างของอุณหภูมิ (ร้อน เย็น) ได้ทางผิวกายสัมผัส และทนทานต่อความแตกต่างของอุณภูมิ ได้จำกัดมาก. สัตว์บางชนิด มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ได้มากกว่ามนุษย์หลายเท่า. ธาตุ และวัตถุสาร ก็เช่นกัน มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิได้ต่างกัน. เมื่อเทียบกับอุณหภูมิของ ดาวฤกษ์ (ราวล้านองศาเคลวิน) และอุณหภูมิในอวกาศที่มืดมิด สูงเพียง 2.73 องศาเคลวิน หรือประมาณ –270 องศาเซลเซียส.

ภายในดาวฤกษ์ที่มีอุณหภูมิสูง นับสิบล้านองศาเคลวิน อะตอมไม่สามารถดำรงสภาพอยู่ได้. ภายใต้ภาวะอุณหภูมิ และความดันสูงระดับนี้ ทำให้บริเวณใจกลางของดาวฤกษ์ เต็มไปด้วยนิวเคลียส (โดยเฉพาะนิวเคลียสของไฮโดรเจน). จะเกิดการหลอมรวมกันของนิวเคลียสต่างธาตุกัน (ส่วนใหญ่เป็นธาตุไฮโดรเจน) กลายเป็นนิวเคลียสของธาตุที่หนักกว่า (ฮีเลียม หรือ อนุภาคอัลฟา). การหลอมรวมกัน ของนิวเคลียสไฮโดรเจน กับนิวเคลียสของธาตุอื่น จะปล่อยพลังงานจำนวนมหาศาล ทั้งในรูปแสง และความร้อน. นั่นคือเหตุผลว่า ทำไม ดาวฤกษ์ จึงสามารถผลิตพลังงานได้เองตลอดเวลา.

ช่วงเหตุการณ์ กำเนิดเอกภพ คือ หลังการระเบิดใหญ่ (Big Bang) ซึ่งมีระยะเวลาสั้นมาก เกินการคาดเดาของมนุษย์. อนุภาคพื้นฐานต่างๆ เช่น ควาร์ก (quark) อิเล็กตรอน (electron) นิวทริโน (neutrino) และโฟตอน (photon) ได้ปลดปล่อยพลังงานแสง และความร้อน แพร่กระจายออกไปทุกทิศทาง อย่างรุนแรง พร้อมกับการขยายขนาดของเอกภพ อย่างหาขอบเขตไม่ได้. หลังเหตุการณ์ Big Bang เพียง 0.01 ในพันล้านวินาที อุณหภูมิของเอกภพลดลง เป็นสิบล้านล้านองศาเคลวิน. ควาร์ก รวมตัวกันเป็น โปรตอน (นิวเคลียส ของไฮโดรเจน) และ นิวตรอน. หลัง Big Bang ผ่านไปอีก 3 นาที อุณหภูมิของเอกภพลดลง เป็น 100,000,000 องศาเคลวิน ส่งผลให้โปรตรอน และ นิวตรอน รวมตัวเป็น นิวเคลียสของธาตุฮีเลียม. ในช่วงนี้ เอกภพขยายตัวรวดเร็วมาก. หลัง Big Bang ผ่านไป 300,000 ปี อุณหภูมิ ของเอกภพ ลดลงเหลือ 10,000 องศาเคลวิน. นิวเคลียสของไฮโดรเจน และ นิวเคลียสของฮีเลียม จะดูดเอาอิเล็กตรอน เข้ามาอยู่ในวงโคจร เกิดเป็นอะตอม ของธาตุไฮโดรเจนและธาตุฮีเลียม ตามลำดับ. หลังจาก Big Bang อย่างน้อย 1,000 ล้านปี แกแล็กซีต่างๆ ก็เกิดขึ้น. ภายในกาแล็กซี ประกอบด้วยธาตุพื้นฐาน คือ ไฮโดรเจน และฮีเลียม ซึ่งต่อมา จะก่อตัวรวมกันเป็นดาวฤกษ์ต่างๆ.

(5) รูปลักษณ์ (form)

รูปลักษณ์ ของวัตถุสาร (matter) หรือลักษณะ ที่สามารถกำหนดและสื่อความหมายได้ คือ รูปร่าง (shape) สัดส่วน (proportion) พื้นผิว (texture) ขนาด (tone) ปริมาตร (size) ปริมาณ (capacity). นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติอื่น ที่เกี่ยวข้องด้วย คือ สี (color, color primary, color of light) มิติ (dimension) หน่วยนับหรือหน่วยวัดค่าของ ปริมาณ (quantity) น้ำหนัก (weight) พื้นที่ (area) และคุณภาพ (quality).

มนุษย์ สามารถมองเห็นภาพวัตถุ ได้ในมิติที่ 1 ถึง มิติที่ 3 เท่านั้น. นักวิทยาศาสตร์ จัดกลุ่มสีหลักของวัตถุ ได้ 3 สี คือ แดง (red) เหลือง (yellow) และน้ำเงิน (blue) และจัดกลุ่มสีของแสงได้ 3 สี คือ ส้มแดง (red) เขียว (green) และ น้ำเงิน (blue). วัตถุมีขนาด รูปทรง และน้ำหนัก ได้จำกัด เมื่ออยู่บนผิวโลก. มนุษย์สามารถสัมผัส รับรู้ ลักษณะ รูปทรง สัดส่วน หยาบ มัน กระด้าง เรียบ. ถ้าเป็นวัตถุ ที่มีขนาดเล็ก ระดับอตอม ก็ไม่สามารถสัมผัสได้. นี่ข้อจำกัดของรูปลักษณ์ ที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของมนุษย์. ไม่มีเหตุผลอื่นที่จะเชื่อและยอมรับได้ว่า การศึกษาวัตถุสาร ที่มีรูปลักษณ์ ขนาดใหญ่ ระดับจักรวาล เช่น ระบบสุริยะ กาแลกซี่ กับ วัตถุสาร ที่มีรูปลักษณ์ ขนาดเล็ก ระดับเล็ก ระดับอะตอม จำเป็นต้องใช้ จินตนาการ ร่วมด้วย แต่ต้องเป็นจินตนาการที่มีเหตุผล และอนุมานได้ ในทางวิทยาศาสตร์.

(6) วัฎจักร อนันตลักษณ์ (cycle–infinity)

วัฏจักร เป็นพฤติการณ์ ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับ การเกิด การดำรงอยู่ การเปลี่ยนแปลง และการดับสลาย ของธาตุ และวัตถุสาร ทุกประเภท ยกเว้น นิพพาน. แม้ว่า นิพพาน จะมีอยู่จริงในเอกภพ แต่ก็หาข้อสรุปเชิงฟิสิคส์ ไม่ได้ ทำได้แค่ข้อสรุปเชิงนิยาม. ทำให้ นิพพาน ดูเหมือน มีสถานะเหนือเอกภพ หรือไม่ก็ มีสถานะไม่แตกต่างจาก dark matter และ black holes. แต่เมื่อมองในภาพรวม ธาตุ และวัตถุสารทุกประเภท ในเอกภพ มีลักษณะสมบัติร่วมกัน ซึ่งผสมผสานและพัวพัน ภายใต้หลักการเดียวกัน เรียกว่า องค์-8. องค์-8 มีพฤติการณ์ เคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ไม่สามารถดำรงสภาพเดิม (ภายใต้แนวคิดนี้ ก่อให้เกิดการคิดค้น ทั้งด้านดาราศาสตร์ พันธุกรรม เทคโนโลยี นวัตกรรม ต่อไปไม่สิ้นสุด). ความไม่เที่ยงแท้ ไม่เสถียร ของธาตุ วัตถุสารต่างๆ รวมทั้ง จิต วิญญาณ จึงทำให้มัน ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่สามารถดำรงสภาพอยู่ได้ ตามหลักไตรลักษณ์ (The three characteristics) คือ ความไม่เที่ยงแท้ (อนิจจตา) การสูญสลาย หรือ เป็นทุกข์ (ทุกขตา) และการไม่มีตัวตน (อนัตตตา).

วัฏจักร ที่มนุษย์รับรู้ และพิสูจน์ได้ ได้แก่ วงจรชีวิต (life cycle) และ รูปแบบวิถีชีวิต (life style) ซึ่งเป็นวัฏจักร ของสิ่งมีชีวิต ธาตุ และวัตถุสารต่างๆ. ธาตุ และวัตถุสาร จิต วิญญาณ มีรูปแบบของวัฏจักรแตกต่างกัน. วัฏจักรของ nuclear, fuel, nitrogen, water, rock, carbon จะสัมพันธ์กับ คลื่น แสง เสียง รูปลักษณ์ แรง พลังงาน อุณหภูมิ มิติ กาล อวกาศ จนอยู่ในภาวะพัวพันกัน (entanglement) อย่างแยกไม่ออก. การเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียร์ จะเกี่ยวข้องกับ แรง พลังงาน และเวลา เสมอ. วัฏจักรของธาตุ วัตถุสารต่างๆ ในเอกภพ จะหมุนวนไป ตามการเกิดดับของเอกภพแม่ ยกเว้น วัฏจักรของนิพพาน. บุคคล ผู้ถูกเรียกว่า “อรหัตตบุคคล” (พระอรหันต์) จะมีสถานะ และพลังงาน ทางจิต วิญญาณ เหนือธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไป. เป็นบุคคล ที่มีความเข้าใจ และเข้าถึงสภาวะลักษณะของ นิพพาน สามารถเลือก วัฏจักรชีวิต ของตัวเอง ได้ว่า จะยุติ หรือ ดำเนินต่อ. คล้ายกับการเปลี่ยนถ่ายร่างกายของจิตวิญญาณ หรือ ตายจากร่างกายหนึ่ง แล้วไปเกิดใหม่ กับอีกร่างกายหนึ่ง (avatar).

“… บุคคลผู้เข้าถึงภาวะ นิพพาน เรียกว่า พระอรหันต์. พระอรหันต์ เมื่อตายจากร่างกายมนุษย์แล้ว แต่วิญญาณ ยังคงอยู่ในเอกภพ (เรียกพฤติการณ์ การคงอยู่ของวิญญาณ ว่า “กรรม-วิบาก”) วิญญาณ จะไปเกิดเป็นมนุษย์ในร่างใหม่ (เริ่มจากตัวอ่อน เป็นทารก เด็ก ผู้ใหญ่) หรือ ตายจากร่างมนุษย์แล้ว ยุติบทบาทและพลังงาน ของ กรรม-วิบากไว้เพียงแค่นั้น (วิญญาณสูญสลาย ไม่ต้องไปเกิดอีก). กรรม-วิบาก ของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ พระอรหันต์ ยังมีแรงและพลังงานยึดเกาะอยู่ ส่งผลให้ วัฏจักรของชีวิต ยังดำเนินต่อไปได้. บุคคลปุถุชน สะสมแรงและพลังงาน ของกรรม-วิบาก ไว้มากมายเกินกว่าจะสลายได้ ดุจเดียวกับ แรงยึดเกาะนิวเคลียสของอะตอม กรรม-วิบาก เป็นเชื้อเพลิงจุดให้วิญญาณ คงอยู่ในเอกภพต่อไปอีกยาวนาน นานกว่าอายุของดาวฤกษ์. …”

วัฏจักรต่อไปนี้ ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ คือ การเดินทางของแสง (speed of light) มิติเอกภพ มิติเวลา (dimension of space – time) และการระเบิดใหญ่ หรือ บิกแบงค์ (Big Bang). แต่จุดจบของวัฏจักร อยู่ที่ใจกลางของ หลุมดำ (Black holes). ไม่มีวัตถุใดๆ ที่โคจรหลุดเข้าไปใน บริเวณใจกลางของหลุมดำแล้ว จะหลุดรอดออกมาได้. แม้กระทั่งแสง และเวลา (ทุกอย่างหยุดนิ่งหมด เมื่ออยู่ ณ จุดศูนย์กลางของหลุมดำ).

(7) จิต เจตสิก สังขาร (mentality–sense–body)

จิต คือ สติ รู้สึก นึกคิด ทางอารมณ์. เจตสิก คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ อาการของจิต สิ่งที่ปรุงแต่งจิต. รูป คือ ธาตุทั้ง 5 (จิตธาตุ ไม่ใช่ ธาตุ-วัตถุสาร) คือ เวทนา (รู้สึก ทุกข์ สุข เฉยๆ) สัญญา (จำได้) สังขาร (คิดปรุงแต่ง เรื่องราว) วิญญาณ (ผลลัพภ์ ของอาการจิตธาตุ ของธาตุทั้ง 5). วิญญาณ จึงเป็นตัวสะสมแรง และพลังงาน ในรูปของจิตธาตุ เรียกว่า “กรรม-วิบาก” และมันจะคงอยู่ตลอดไป ลบล้างได้ยาก และไม่สามารถเปลี่ยนถ่าย ย้ายที่ไปยัง จิตธาตุอื่นได้.

จิต เจตสิก รูป ดำรงอยู่ในลักษณะนามธรรม เรียกว่า “วิญญาณ” มีลักษณะพิเศษเฉพาะ ไม่มีรูปร่าง วัดขนาดไม่ได้ ไร้น้ำหนัก ไม่ต้องการที่อยู่ สามารถเดินทางข้ามมิติได้ทั้ง 11 มิติ. ไม่สามารถใช้เครื่องมือ หรือมาตรวัด ที่ใช้วัดธาตุและวัตถุสารต่างๆ ไปวัดค่าของ วิญญาณได้. โดยทั่วไป ธาตุ และวัตถุสาร สามารถยืนยันอัตลักษณ์ได้. แต่การศึกษา เรียนรู้ และพิสูจน์ อัตลักษณ์ตัวตน ของ จิต เจตสิก รูป (วิญญาณ) ต้องกระทำผ่านช่องทาง มโนสัมผัส (เกิดมโนวิญญาณ) เท่านั้น สำหรับอธิบายลักษณะตัวตน อาการ (อาการ) รูปร่าง (ลิงคะ) ความหมาย (นิมิต) และอธิบายชี้แจง (อุเทศ) ความแตกต่าง.

คุณสมบัติพิเศษ ที่พระเจ้าสร้างขึ้น และมอบให้แก่เผ่าพันธุ์มนุษย์ คือ ประสาทสัมผัสทางใจ หรือมโนสัมผัส. มโนสัมผัส สามารถรับรู้ ปรุงแต่งอารมณ์ ความรู้ เวทนา-รู้สึก สัญญา-ความจำได้หมายรู้ สังขาร-ปรุงแต่ง จนเกิด ความรู้ต่างๆ (วิญญาณ) ตามมา. คุณสมบัติด้านมโนสัมผัสนี้ ในสัตว์ และพืช ไม่มี. สัตว์ ไม่อาจเรียนรู้ คุณธรรมใดๆ ได้เลย. พฤติกรรมของสัตว์ ที่ดูเหมือนมันรับรู้ และตอบสนองคุณค่า ความดีนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดคาดเดากันไปเอง. สัตว์ ตอบสนอง และแสดงพฤติกรรม ตามเงื่อนไข และสภาพแวดล้อม (หิว-หากิน ง่วง-เข้านอน ภัย-หนีเอาตัวรอด) เพื่อการดำรงชีพ แต่มนุษย์ ตอบสนองตามความต้องการของร่างกาย (หิว-กิน ง่วง-นอน หนาว-ห่มผ้า) และแสดงพฤติกรรม ตามอำนาจกิเลส และความอยาก.

“… สังขารธรรม (phenomena formative) ในเอกภพ แบ่งออกเป็น 6 ระดับ คือ (1) mass ธาตุ วัตถุ – สสาร พลังงาน (2) organism พีชะ – พืช ไวรัส จุลินทรีย์ (3) wildness เดรัจฉาน – สัตว์ (4) homo sapiens มนุษย์ – ปุถุชน กัลยาณชน อารยะชน (5) super manning | Goodness เทพ – มนุษย์ อาริยะชน (6) integrity | being nothing ธรรม – มนุษย์ อรหัตตชน. สังขารธรรม ระดับพีชะ หรือ พืช ไม่มีประสาทรับสัมผัส อารมณ์ เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ. ความเชื่อที่ว่า วัตถุสิ่งของ ต้นไม้ มีวิญญาณสิงสู่ นั้น ไม่จริง พิสูจน์ไม่ได้. แต่ “ความเชื่อ” เหล่านี้ ไม่อาจลบล้างไปจากสังคมได้. ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนที่มีความเชื่อ เกี่ยวกับ การสิ่งสู่ของวิญญาณ พยายามรักษา ลัทธิความเชื่อ ของตน ผ่านวาทกรรม “ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่”. และเพื่อมิให้เกิดข้อขัดแย้งกัน ระหว่างวิทยาศาสตร์ กับ สิ่งลี้ลับที่พิสูจน์ไม่ได้ จึงเรียกความเชื่อเหล่านี้ว่า “คุณไสย์” หรือ “ไสยศาสตร์” (ไม่ใช่ ศาสตร์ ที่ตรงกับรากศัพท์ logos) …”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้และรวบรวมไว้เป็นอีกหมวดหนึ่ง มี 4 ประเภท คือ
(1) วัตถุ (ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ)
(2) พีชะ (พืช สัตว์)
(3) ชีวะ (เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย โลก)
(4) จิต (มนุษย์ เทพ ธรรม)

กล่าวได้ว่า องค์-8 เป็นทั้งอัตลักษณ์ (identity) และพฤติการณ์ ของทุกสรรพสิ่งในเอกภพ ทั้งก่อนและหลัง Big Bang. การพิสูจน์อัตลักษณ์ ของธาตุและวัตถุสารต่างๆ ตั้งแต่ องค์-1 ถึง องค์-7 ก่อให้เกิดความรู้ หรือศาสตร์ สาขาต่างๆ นั้น กระทำผ่านประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส ร่วมกัน เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์. แต่การพิสูจน์การมีอยู่ และตัวตน ของ จิตวิญญาณ (จิต เจตสิก รูป นิพพาน) จำเป็นต้องใช้สื่อ ประสาทสัมผัสทางใจ หรือ มโนสัมผัส เท่านั้น. ยังไม่มีผู้ใด หรือนักวิทยาศาสตร์คนใด พิสูจน์ได้ว่า จิต ประพฤติตัวเป็น อนุภาค หรือ คลื่น กันแน่ (ถ้าจะอนุมานว่า จิต เป็นทั้ง อนุภาคและคลื่น เช่นเดียวกับ อนุภาคโฟตอน. ก็ยังมีข้อกังขาต่อไปว่า สื่อที่เป็นตัวเก็บสะสม กรรม-วิบาก นั้นคืออะไร เก็บในรูปแบบใด. คงต้องการการพิสูจน์ในอนาคต.) การรับรู้ เข้าถึง นิพพาน ผ่านช่องทาง จิต เจตสิก อาจต้องใช้เวลาในการ เรียนรู้ ฝึกฝน กันนาน แบบ ข้ามชาติ (ตาย แล้ว เกิด) หลายรอบ.

(8) อาตมัน–นิพพาน (integrity)

จิต เจตสิก รูป (sense-mentality) เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการเข้าถึงและพิสูจน์ อัตลักษณ และอัตภาพ ของนิพพาน ผ่านหลักปฏิบัติ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า “อริยมรรค 8” (ดูคำอธิบาย ท้ายสุดของบทความ). มนุษย์จะต้องใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่มี เพื่อเรียนรู้ “อาการของจิต” ซึ่งมีทั้งในเชิงบวก และ เชิงลบ. ได้แก่ (ก) จักขุสัมผัส – ผลกระทบทาง ตา + รูป + จักขุวิญญาณ เช่น สวย-ชอบ ขี้เหร่-ชัง (ข) โสตสัมผัส – ผลกระทบทาง หู + เสียง + โสตวิญญาณ เช่น ไพเราะ-ชอบ ไม่ไพเราะ-ชัง (ค) ฆานสัมผัส – ผลกระทบทาง จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ เช่น หอม-ชอบ เหม็น-ชัง (ง) ชิวหาสัมผัส – ผลกระทบทาง ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ เช่น อร่อย-ชอบ ไม่อร่อย-ชัง (จ) กายสัมผัส – ผลกระทบทาง กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ เช่น นุ่มเนียน-ชอบ หยาบกระด้าง-ชัง (ฉ) มโนสัมผัส – ผลกระทบทาง ใจ + ธรรมารมณ์ + มโนวิญญาณ เช่น พอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ.

[ดู พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2559). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 34), มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)., หน้า 198. ข้อ [268] วิญญาณ 6 – ที.ปา.11/306/255; อภิ.วิ.35/120/105. และ หน้า 200. ข้อ [272] สัมผัส หรือ ผัสสะ 6 – ที.ปา.11/307/255; สํ.นิ.16/12/4. [ออนไลน์]. http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/dictionary_of_buddhism_pra-muan-dhaama.pdf]

และเมื่อรู้ และเห็น อาการที่เกิดขึ้นกับจิตแล้ว ต้องไม่ไป “เสพ” ผลของมัน และอยู่เหนือมันได้. ผู้ที่เรียนรู้อาการของจิต และควบคุมมันได้ จะดำรงชีวิตอย่างสงบ ไม่เบียดเบียนและทำร้าย พืช สัตว์ มนุษย์ สิ่งแวดล้อม และตัวเอง. ถ้าทำได้จนเป็นปกติ ไม่เวียนกลับไปเสพ อาการของจิต นั้นอีก เรียกสภาวะนั้นว่า “อุเบกขา” หรือ “สุญญตา” หรือ “นิพพาน”.

ดู ภาพ Big Bang ขนาดใหญ่

ข. ความเข้าใจเรื่อง มิติ (dimension)

เริ่มแรกของเอกภพ มีเพียงมิติเดียว ซึ่งถูกอัดแน่นด้วยสสารและพลังงาน ที่ประกอบกันเป็น คุณสมบัติของวัตถุสารอย่างยิ่งยวด (the mass). แต่หลังเกิด Big Bang แค่เศษเสี้ยวของหนึ่งในพันของวินาที ก็มีมิติต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย. ก่อเกิดเป็นกาแลกซี่ ดวงดาว และจุลชีพ จากนั้น ก็เข้าสู่วัฏจักรการพัฒนา เป็นชีวิต จิต วิญญาณ เกิดสังขารธรรม (phenomena formative) หลากหลายระดับ.

มิติในเอกภพ แบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ มิติของวัตถุ มิติของเวลา มิติของแสงและเอกภพ และ มิติของจิต. ถ้าจะนับรวมมิติในเอกภพ นักฟิสิกส์ได้นำทฤษฎีสตริง (string theory) มาอธิบายว่า ในเอกภพ มีจำนวนมิติ รวมกันได้จริงๆ 11 มิติ. ความจริงข้อนี้ อธิบายได้ว่า.

(1) มิติที่ 1, 2, 3  มิติของวัตถุสาร

มนุษย์รับรู้และเข้าใจ มิติที่ 1-2-3 ได้ง่าย. เพราะมันมี ความกว้าง ความยาว และความลึก ที่เห็นได้ชัดเจน. นี่คือมิติพื้นฐานของสรรพสิ่ง และเป็น มิติที่มนุษย์จับต้องได้ วัดค่าได้ และมีตัวตน ในสถานะของแข็ง ของเหลว และก๊าซ.

(2) มิติที่ 4, 5, 6

เป็นมิติของเวลา. เวลา คือ เส้นของทางเดิน (หรือ วัฏจักร) ของวัตถุทุกชนิดในเอกภพ. เวลา มี 3 กาล คือ อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต = มิติของเวลา นั่นเอง. มิติของเวลา ทำให้ เวลา อวกาศ และสถานที่ กลายเป็นสิ่งเดียวกัน.

ทฤษฎีที่ใช้อธิบาย มิติของเวลา คือ หลักสัมพัทธภาพ (Relativity) ซึ่งอธิบายถึงความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูล ที่เกิดจากการวัดระยะ ของผู้สังเกต ที่อยู่คนละกรอบอ้างอิง. มีทฤษฎีที่อธิบายเรื่องสัมพัทธภาพ ที่สำคัญ คือ หลักสัมพัทธภาพของกาลิเลโอ (Galilean Relativity) กล่าวว่า ตำแหน่งพื้นที่ (space) กับ เวลา (time) ไม่เกี่ยวพันกัน. เปรียบเทียบกับ คนที่อยู่บนเรือที่กำลังแล่น กับคนดูที่อยู่บนฝั่ง. คนที่อยู่บนดาดฟ้าเรือคิดว่าตนอยู่นิ่ง แต่คนที่สังเกตบนชายฝั่งกลับบอกว่า ชายบนเรือกำลังเคลื่อนที่. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) กล่าวว่า ตำแหน่งพื้นที่ (space) และ เวลา (time) เกี่ยวพันกัน (Einstein’s Theory of Relativity). เขากล่าวว่า ผู้สังเกตทุกคน จะวัดอัตราเร็วของแสงได้เท่ากันเสมอ ไม่ว่าสภาวะการเคลื่อนที่ของพวกเขา จะเป็นอย่างไร. แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ (Einstein’s Special Theory of Relativity) กล่าวไว้ว่า อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ มีค่าคงที่เสมอ (Constancy of the speed of light) และ กฏทางฟิสิกส์ จะมีรูปแบบเหมือนกัน (Equivalence of Physical laws) ในทุกกรอบอ้างอิงเฉื่อย (Inertia frames of reference).

ความสัมพัทธเกี่ยวกับ ตำแหน่งพื้นที่และเวลา (space-time) ความโน้มถ่วง แรงและพลังงาน จะขัดกับความรู้สึกสามัญของคนทั่วไป และเข้าใจยาก. แต่นั่นคือการเริ่มต้นคำอธิบาย ของมิติที่ 4 ขึ้นไป.

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า วัตถุต่างๆ อธิบายได้ด้วย มิติที่ 1 ถึง มิติที่ 3 แต่เวลา อธิบายได้ด้วยมิติที่ 4 ถึง มิติที่ 6 แต่ละมิติ ใช้ฐานของกาล เป็นตัวแบ่ง. กาลปัจจุบัน คือ มิติที่ 1 ของเวลา (= มิติที่ 4/11). กาลอดีต คือ มิติที่ 2 ของเวลา (เวลา มีค่าเป็น ลบ) (= มิติที่ 5/11). กาลอนาคต คือ มิติที่ 3 ของเวลา (เวลา มีค่าเป็น บวก) (= มิติที่ 6/11). การย้อนเวลาไปอดีต หรืออนาคต สามารถทำได้ ถ้าทำให้เส้นของเวลา บรรจบกัน (อดีต + อนาคต = ปัจจุบัน). จุดสิ้นสุดของมิติเวลา คือ การจบสิ้นของเอกภพลูก และรอเกิด Big bang รอบใหม่. แต่สำหรับเอกภพแม่ จะใช้มิติที่ 7-10 เป็นคำอธิบาย.

ศาสตราจารย์ สตีเฟ่น ฮอว์คิง (Stephen Hawking) เรียกมันว่า phase space. เขากล่าวว่า มิติที่ 6 ของกาลเวลา มันคือ “ความเป็นไปได้ทุกอย่างของเหตุการณ์” (บวก กับ ลบ เท่ากับ ศูนย์). เท่ากับว่า ทุกอย่างกลับไปเป็นศูนย์ (หรือ สูญ) อีกครั้ง (= 0 มิติ). มันคือ มิติที่ 11 ในเอกภพ ซึ่งจะอธิบายต่อไป.

(3) มิติที่ 7, 8, 9, 10 มิติของอวกาศ-เอกภพ.

มิติระดับนี้ ใช้อธิบายสิ่งที่ใหญ่โตระดับเอภพ ซึ่งสัมพัทธกับ อวกาศ-เวลา-แสง (space-time-light). เนื่องจาก เวลามี 3 กาล ดังที่กล่าวไปแล้ว. แสง เดินทางด้วยความเร็วคงที่ (ประมาณ 300,000 กิโลเมตร ต่อ วินาที). อวกาศ มีความโค้ง เพราะอิทธิพลของ แรงโน้มถ่วง (gravitation) ระหว่างเทหวัตถุและดวงดาว (แรงโน้มถ่วง เกิดจาก อนุภาคแรง ที่ชื่อ gravitation มันมีความเร็วเท่ากับแสง). แรงโน้มถ่วง ทำให้แผ่นอวกาศ โน้มเว้าเข้าหากัน (อวกาศ มีค่าเป็น ลบ). ถ้าอวกาศ มีค่าลบมาก ก็จะกลายเป็นหลุมดำ และแสงเดินทางผ่านเข้าไปใกล้บริเวณนั้น จะทำให้เส้นลำแสง โค้งตามไปด้วย. ความโค้งของอวกาศ มีหน่วยเป็นบวก อวกาศก็โค้งนูน. ถ้ามีหน่วยเป็นลบ อวกาศก็เว้าเข้าหากัน.

แสงจะเดินทาง ด้วยความเร็วคงที่เสมอ (แม้ว่าจุดกำเนิดแสงจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือถอยหลังก็ตาม). แสงเดินทาง สัมพัทธ์เวลาเสมอ เรียกว่า “ปีแสง”. ระยะ 1 ปีแสง คือ ระยะทางเท่ากับ แสงเดินทาง 1 ปี. เนื่องจากเอกภพ มีความกว้างใหญ่ไพศาล แต่แสงก็สามารถเดินทางทะลุทะลวงไปได้ทุกที่ ในเอกภพ นักวิทยาศาสตร์จึงใช้หน่วย ปีแสง เป็นมาตราวัดระยะห่างของ เทหวัตถุในเอกภพ.

สภาวะที่แสงเดินทางปกติ (เส้นตรง มีค่าเป็น 0) ทำให้เอกภพ มีความราบเรียบ เป็นมิติที่ 1 (= มิติที่ 7/11).

ในอวกาศอันกว้างใหญ่ แสงมีโอกาสเดินทางเป็นเส้นโค้งได้ ความโค้งของเส้นเวลา มีค่า มากกว่า หรือ น้อยกว่า 0 จะส่งผลให้แสงเดินทางช้าลง. แสงเดินทางช้า เพราะอิทธิพลของหลุมดำ (Black holes). เอกภพ ก็จะเกิดความโค้งงอ บิดเบี้ยว ผิดร่างเดิม เรียกว่า เป็นมิติที่ 2 ของอวกาศ (= มิติที่ 8/11). และถ้าโค้งงอจนพับเข้าหากัน และบรรจบกัน ก็เป็นมิติที่ 3 ของอวกาศ (= มิติที่ 9/11). และถ้ามันโค้งพับพันกันและซ้อนทับกันจนดูยุ่งเหยิง (เอกภพลูก มักเป็นเช่นนี้บ่อยๆ) นับเป็นมิติที่ 10 ของอวกาศ (= มิตที่ 10/11).

การซ้อนทับกันของเอกภพลูก และเกิดการยุบตัว (ภาวะ phase space) เอกภพลูก ก็เข้าสู่สถานะเสถียร มีสภาวะเป็น 0 (บวก กับ ลบ เท่ากับ ศูนย์) ซึ่งนับเป็น มิติที่ 11 (zeroth dimension). อธิบายสภาวะ 0 มิติ ได้ดังนี้
+1 รวมกับ -1 = 0
+2 รวมกับ -2 = 0
+3 รวมกับ -3 = 0
+n รวมกับ -n = 0n

ดังนั้น มิติที่ 11 จึงไม่ใช่จุด ไม่ใช่มิติที่ 1 และไม่ใช่ความว่างเปล่า. แม้ว่ามันจะมีค่าทางคณิตศาสตร์เป็น 0 แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้น ไปสู่มิติที่ 1 ในรอบใหม่. อาจกล่าวได้ว่า มิติที่ 11 ตรงกับสิ่งที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้. เมื่อเอกภพเป็นศูนย์ ก็ไม่มีวัตถุสาร หรือสิ่งใดๆ จะมีค่ามากกว่านั้น แม้กระทั่งจิต. พระองค์เรียกสภาวะนั้นว่า “นิพพาน” (จิตที่เข้าสู่ภาวะ ปรินิพพาน จะสูญไปตลอดกาล แม้ว่าจะเกิด มิติที่ 1 ใหม่อีกรอบก็ตาม คือ หลุดไปจากวงจรของ องค์-8 ไปเลย).

ค. มิติของ “สื่อ”

การสื่อสาร การแลกเปลี่ยน ความรู้ ข่าวสาร ระหว่างมนุษย์ จะกระทำผ่านสื่อกลาง ซึ่งเป็นวัตถุสารชนิดหนึ่ง. แต่สื่อกลางเหล่านั้น เป็นวัตถุสาร ที่มีความแตกต่างจากวัตถุสารชนิดอื่น เพราะ ตัวมันจะบรรจุสาระ ข่าวสาร ความรู้ ที่เป็นทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว และ วิดีโอ. คุณค่าของสื่อกลางเหล่านั้น มิใช่ คุณสมบัติ หรือ มูลค่า ของธาตุ สสาร ที่ประกอบกันเป็นสื่อกลาง เช่น กระดาษ ผ้า แผ่นโลหะ จอภาพ แต่ คุณค่าที่แท้จริง คือ สาระของข่าวสาร ความรู้ ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในสื่อกลาง.

ca

โดยพื้นฐานแล้ว การออกแบบ หรือ กำหนดตัวสาระ ที่จะบรรจุลงไปในสื่อกลาง ต้องกระทำให้เหมาะสม กับประสาทสัมผัสของมนุษย์ เพื่อให้ผู้รับสาร สามารถเข้าถึง เนื้อหาสาระได้. ตัวสาระ (ข้อความ ภาพ เสียง) จะถูกสร้างให้อยู่ในรูปแบบ มิติที่ 1 และมิติที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์. ปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านภาพ สามารถสร้างภาพอิเล็กทรอนิกส์ แบบ 2 มิติ ให้เป็น ภาพ 3 มิติ ได้แล้ว (ภาพ 3 มิติ เสียง 3 มิติ) เช่น ภาพยนตร์ ระบบ 3 มิติ หรือ 4 มิติ.

แท้จริงแล้ว สื่อกลาง ที่เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างมนุษย์ ได้ซุกซ่อน ความหมายลึกซึ้ง อยู่ภายใน โดยเฉพาะ สื่อตัวอย่าง (เช่น สิ่งมีชีวิตอื่น ประดิษฐ์กรรมต่างๆ) สื่อวัตถุ สื่อบุคคล สื่อสถานที่ สื่อกิจกรรม. การเข้าถึง และรับรู้ข้อมูล จากสื่อกลางทุกชนิด มนุษย์สามารถรับรู้ได้ มากกว่า มิติที่ 3 ซึ่งอธิบายได้ ดังนี้.

(1) มิติสัมผัสที่ 6 (sixth sense) หรือ มโนสัมผัส

คือ การรับรู้เกี่ยวกับจิต วิญญาณ อารมณ์ ความรู้สึก ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ สื่อบุคคล และสื่อกิจกรรม เป็นหลัก.

(2) มิติการรับรู้ ของสิ่งมีชีวิตอื่น

สิ่งมีชีวิตอื่น เช่น สัตว์ พืช มนุษย์ต่างดาว ส่งผลต่อมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม. มนุษย์ มักไม่สนใจว่า พวกมันคิดอย่างไร และจะทำอะไร เมื่อมันถูกมนุษย์กระทำ. มันอาจจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งผลเสียหายให้แก่มนุษย์ ในเวลาต่อมา.

มนุษย์ ควรมีมุมมองต่อสิ่งรอบตัว (โลกทัศน์) ในมิติที่กว้างกว่านี้. แท้จริงแล้ว สิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์ เป็นทั้งสื่อกลาง และ ช่องทาง ที่จะบอกให้มนุษย์ทราบว่า พวกเขา (มนุษย์ และ สิ่งมีชีวิตอื่น) ควรมีภารกิจต่อกันอย่างไร. มนุษย์ ไม่ควรเบียดเบียน และแสวงผลประโยชน์ จากสิ่งมีชีวิตอื่น รวมทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง. จนกระทั่งอีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อน และทนไม่ได้ จนต้อง ดิ้นรนและตอบโต้ เพื่อความอยู่รอด.

การอ่านความคิด พฤติกรรม ของสิ่งมีชีวิตอื่น จำเป็นต้องกระทำผ่านมิติสัมผัสทุกๆ ด้าน จึงจะได้ข้อมูลครบถ้วน.

(3) มิติของเอกภพ (11 มิติ)

ซึ่งประกอบด้วย องค์-8 ดังที่กล่าวมาแล้ว.

การสื่อสาร ข้อมูล สาระ เรื่องราว ที่มนุษย์เข้าใจยาก (นามธรรม) เช่น มิติสัมผัสที่หก และ มิติของเอกภพ ผู้เล่า จะต้องสรรสร้าง (creating design) ข้อมูล สาระเหล่านั้น ให้เป็นรูปธรรม เช่น ข้อความ รูปภาพ แผนผัง รูปจำลอง เสียง ซึ่งเป็นวัตถุรูป มิติที่ 1 – 3 หรือไม่เกิน มิติที่ 4 – 5. มิติที่สูงกว่านี้ สามารถทำได้ โดยพูดบรรยาย หรือเขียน เพื่อให้เห็นภาพ ซึ่งก็เข้าใจยากอยู่ดี เพราะมิติยิ่งสูงเท่าใด ภาษามนุษย์ไม่สามารถสื่อสารได้.

มนุษย์ จำเป็นต้องใช้ ประสาทสัมผัสที่ 6 ของตนเอง (มโนสัมผัส) ในการศึกษา ข้อมูล สาระ ในมิติที่สูงเกินกว่า มิติที่ 3. มีบางสิ่ง ที่ไม่สามารถ บอกรายละเอียด ผ่านสัญญะ ภาษา ให้อีกคนหนึ่งทราบได้ เช่น ภาวะนิพพาน. อาริยะบุคคล เท่านั้น ที่จะรับรู้ และสัมผัส ภาวะนิพพาน ได้. และอาริยะบุคคล เท่านั้น ที่จะสื่อสาร ภาวะนิพพาน ของกันและกันได้ บุคคลอื่น (บุคคลภายนอก) ที่ไม่มีภูมิรู้ หรือ ไม่มีมิติสัมผัสถึงนิพพาน อาจเข้าใจผิดได้.

“… พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้าถึง และมองเห็น ภาวะนิพพาน เรียกว่า พระธรรม (Dhamma). พระองค์ กล่าวว่า ภาวะนิพพาน เป็นสวากขตธรรม (Svakkhato) เป็นกฏธรรมชาติที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ และมนุษย์สามารถเข้าถึงได้ ผ่านหลักปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา (อริยมรรค 8). ภาวะนิพพาน เป็นสิ่งที่บุคคล ผู้เข้าถึงแล้ว ย่อมเห็นผลด้วยตนเอง (สันทิฏฐิโก – Sanditthiko) มีคุณค่าประโยชน์ ไม่จำกัดกาล (อกาลิโก – Akaliko) ไม่จำกัดบุคคล คือ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (เอหิปัสสิโก – Ehipassiko) เป็นสิ่งที่มนุษย์ ควรปฏิบัติ (โอปะนะยิโก – Opaneyiko) และ เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติ และเข้าถึงแล้ว ย่อมรู้แจ้งได้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ติ.) โดยไม่ต้องมีการสอบเพื่อรับรองวิทยะฐานะ เหมือนการเรียนในมหาวิทยาลัย…. [.]”

การอวดอ้าง อุตริมนุสสธรรม ของพระสงฆ์ขั้น พระอริยะบุคคล เป็นสิ่งที่สามัญชน (ปุถุชน) ไม่สามารถเข้าใจได้. บุคคลที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกันเท่านั้น จึงจะเข้าใจ. หลุมดำ อุโมงค์กาลเวลา หรือ รูหนอนอวกาศ (wormhole) และ การเดินทางข้ามเวลา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่คนทั่วไปเข้าใจกันยาก. ผู้สร้างภาพยนตร์ เรื่อง Stargate, Star Trek, The Guardian of the Galaxy (2014) นิวนิยายวิทยาศาสตร์ ชื่อ Contact พยายามนำเสนอให้คนเข้าใจ เรื่องเกี่ยวกับมิติในอวกาศ.

ในนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ แฟนตาซี และการผจญภัย เรื่อง ฝ่าอุปสรรค ตามหารักนิรันดร์ (Hope Full with Hearted) โดย ดิน หิน ฟ้า. ดำเนินเรื่องราว ไปตามมิติและวัฏจักรของเวลา ตลอดทั้งเรื่อง

ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ภาพถ่าย และ ภาพวิดีโอ สามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ วัตถุ สสาร 3 มิติ ที่จับต้องได้ ทำได้ง่ายกว่า วัตถุ สสาร เกินมิติที่ 3 (นามธรรม). โดยทั่วไป ลักษณะทางกายภาพ ของภาพถ่าย ภาพวิดีโอ เป็นวัตถุ 2 มิติ (กว้าง x ยาว). การนำเสนอภาพต่างๆ ในมุมมอง 3 มิติ สามารถทำได้ ทั้งในแนวระนาบ 2 มิติ และ 3 มิติ. ภาพ perspective และ isometric แสดงให้เห็น มิติความลึกบนระนาบแผ่นเรียบ เช่น กระดาษ. ถ้าต้องการแสดงให้เห็นมิติความลึก เสมือนจริง ก็สามารถทำได้ ด้วยการควบคุมการมองเห็นสี หรือ การหักเหแสง ในดวงตาของคนดู. เรียกภาพประเภทนี้ว่า ภาพ 3 มิติเสมือนจริง (real dimension : real D – 3D). ถ้าเป็นภาพวิดีโอ เรียกว่า hologram.

คำอธิบายก่อนหน้านี้ คือการนำเสนอภาพ 2 มิติ ให้เป็น 3 มิติ บนสื่อแสดงภาพ ที่เป็นแผ่นเรียบ เช่น กระดาษ หรือ จอรับภาพ อิเล็กทรอนิสก์. แต่วัตถุ 3 มิติจริง (รูปทรง กว้าง x ยาว x สูง) สามารถนำเสนอ ในมิติที่ 4 และ 5 ได้. เช่น การนำวัตถุตัวอย่าง (วัตถุ คน หรือ สิ่งมีชีวิตอื่น) ออกแสดงในงาน นิทรรศการ ในพิพิธภัณฑ์ หรือในงาน event งาน road show ต่างๆ และทำให้มัน เคลื่อนที่ไป ในแนวระนาบ (เช่น ภาพโฆษณา ที่ปะติดอยู่บนโครงตัวรถยนต์ วิ่งไปตามถนน). และถ้าให้มันเคลื่อนที่ หลายทิศทาง ทั้งแนวดิ่ง แนวระนาบ แนวเฉียง ทำให้เกิดการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ เป็น มิติที่ 4 และ มิติที่ 5. การเคลื่อนที่ ของวัตถุ 3 มิติ มีปัจจัยสัมพันธ์กัน 2 ปัจจัย คือ ตำแหน่งพื้นที่ และ เวลา (space – time). หากทำให้ วัตถุ 3 มิติ เปลี่ยนสภาพ โดยการขยายขนาดสัดส่วน (มีค่าเป็นบวก) หรือ ลดขนาด (มีค่าเป็นลบ). วัตถุชิ้นนั้น ก็อยู่ในสถานะ มิติที่ 6 (คือ เปลี่ยนทั้ง space-time และ form).

หลักการของ มิติที่ 4 มิติที่ 5 และมิติที่ 6 ของวัตถุ สสาร คือ ทำให้มันเกิดการสัมพัทธกัน ระหว่าง ตำแหน่งพื้นที่ – เวลา (space-time) และ ขนาด (form). หลักการนี้ สามารถนำไปอธิบาย เทหวัตถุในเอกภพได้เช่นกัน เพียงแต่ ปรับขนาดของ ตำแหน่งพื้นที่ บนผิวโลก ให้เป็น อวกาศ และ ปรับขนาดของ ขนาดสัดส่วน ของวัตถุ สสาร ให้เป็น เทหวัตถุในอวกาศ.

ง. องค์-8 ของเอกภพ โลก มนุษยชาติ คือ สิ่งเดียวกัน

วิวัฒนาการของมนุษยชาติ ดำเนินไปพร้อมๆ กับการก่อเกิด ขององค์ความรู้ 2 ด้าน. คือ (1) ปรัชญา-ศาสนา ก่อเกิดศาสตร์ด้านสังคม หรือ สังคมศาสตร์ (social science) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ หน่วยของสังคม กฏเกณฑ์ต่างๆ และการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อสร้างผาสุก. (2) ปัญญา-วิทยาการ ก่อเกิดศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (technology) และนวัตกรรม (innovation).

“หลักการพื้นฐานที่สุด” ของการเรียนรู้ ศาสตร์สาขาต่างๆ ตลอดจน ความก้าวหน้าทาง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี คือ มิติภูมิปัญญา มิติเอกภพ ที่ประกอบกันเป็น องค์-8. เพราะมันคือ ฐานรากของความคิด และการเรียนรู้ ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ. อาจกล่าวได้ว่า แนวความคิดเรื่อง ภูมิปัญญา และ มิติเอกภพ คือ ความจริงแท้แห่งปรากฏการณ์. องค์-8 คือ จุดศูนย์รวมของสัจธรรมทั้งมวล ที่มีอยู่ในเอกภพ. ดังนั้น เอกภพจึงมีหนึ่งเดียว. ไม่มีเอกภพนอก ไม่มีเอกภพใน. เอกภพไม่มีขอบเขต ไม่มีประตู เพราะเอกภพเป็นหนึ่งเดียว (แม้ว่าเอกภพลูก จะอยู่ซ้อนทับกัน หรือ คู่ขนานกันก็ตาม).

เหตุผลที่สนับสนุนว่า เอกภพ คือทุกสิ่งที่เป็นไปได้ คือ สิ่งที่ถูกพิสูจน์ ค้นพบแล้ว (ดวงดาว เทหวัตถุ สสาร สิ่งมีชีวิต พันธุกรรม ธาตุ อะตอม จิต วิญญาณ). เอกภพ คือ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คือ สิ่งลี้ลับ (dark matter) ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ รวมทั้งประวัติศาสตร์ของหลุมดำ และการเกิด Big Bang ซึ่งยังรอการค้นพบ. แม้ว่าเอกภพ จะตั้งอยู่บนสมมุติฐาน ทั้งเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ก็ตาม แต่แนวความคิดเรื่อง ภูมิปัญญา และ มิติเอกภพ ก็ยังคงเป็น “หลักการพื้นฐานที่สุด” ของ ความจริงแท้แห่งปรากฏการณ์ ซึ่งประกอบเป็น องค์-8.

สิ่งที่เล็กที่สุด กับ สิ่งที่ใหญ่ที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่เบาที่สุด กับ สิ่งที่หนักที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่หนาแน่นที่สุด กับ สิ่งที่เบาบางที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่เข้มข้นที่สุด กับ สิ่งที่เจือจางมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกันมากที่สุด กับ สิ่งที่อยู่ไกลกันมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
แรงดึงดูดมากที่สุด กับ แรงผลักมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่ร้อนที่สุด กับ สิ่งที่เย็นที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่มีความหนามากที่สุด กับ สิ่งที่มีความบางมากที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่เคลื่อนที่เร็วที่สุด กับ สิ่งที่เคลื่อนที่ช้าที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สถานที่โกลาหล อึกทึกที่สุด กับ สถานที่เงียบสงัดที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สถานที่มืดมิดที่สุด กับ สถานที่สว่างจ้าที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
สิ่งที่แข็งที่สุด กับ สิ่งที่่อ่อนนุ่มที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
โง่ที่สุด กับ ฉลาดที่สุด ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
ความทุกข์ กับ ความสุข ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
นรก กับ สวรรค์ ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
อัตตา กับ นิพพาน ก็มีอยู่ในจักรวาลนี้.
เพราะ
จักรวาลนี้ คือ วัฏจักรของ อดีต ปัจจุบัน อนาคต.

Sudin Chaohinfa

The First My Motto

ผนวก ก.
ตารางความสัมพันธ์ ระหว่าง สื่อประสาทสัมผัส
กับ ลักษณะ–สถานะชี้วัด ของ สังขารธรรมในจักรวาล

ผนวก ข.
อริยมรรค 8

สัมมาอาริยมรรค มีองค์ 8 ประการ (มหาจัตตารีสกสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252-281)

image noble path method (1) สัมมาทิฐิ คือ ความรู้แจ้งเห็นจริง 2 ขั้นตอน 2 ตัวช่วย 4 ปัจจัย ใน 10 เรื่องความรู้แจ้งเห็นจริง 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนเหตุที่นำไปสู่ผล หรือ “มรรค” จากความเห็นผิด (มิจฉาแท้ๆ) พัฒนาไปเป็นความเห็นผิด (มิจฉา) เป็นส่วนใหญ่และมีความเห็นถูก (สัมมา) ผสมอยู่บ้าง แล้วพัฒนาเป็นความเห็นถูกเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังมีความเห็นผิดผสมอยู่ จากนั้นพัฒนาไปเป็นความเห็นที่ถูกทั้งหมด (สัมมาแท้ๆ) ขั้นตอนผลที่ทำให้เป็นพระอาริยะแท้ๆ หรือ “ผล” ขั้นตอนนี้เริ่มจากระดับความรู้ หรือปัญญา (ปัญญา) ระดับองค์ความรู้ (ปัญญินทรีย์) ระดับกำลังแห่งปัญญา (ปัญญาพละ) ระดับการวิจัยองค์ความรู้ (ธัมวิจยสัมโพชฌงค์) จนสำเร็จเป็นความเห็นชอบ (สัมมาทิฐิ) ที่ถูกต้องบริบูรณ์ (เป็นองค์แห่งมรรค) หากทำได้ถึงขั้นนี้ก็เป็นพระอาริยะตามลำดับ

ทุกขั้นตอน ประกอบด้วย 2 ตัวช่วย ตัวช่วยที่ 1 คือ พยามให้ 2 ขั้นตอน (มรรค-ผล) เกิดขึ้นจริง เรียกว่า พยายามชอบ (สัมมาวายามะ) ตัวช่วยที่ 2 คือ ดำรงสติมั่น เพื่อช่วยให้ขั้นตอนของมรรค-ผลดังกล่าว เกิดขึ้นจริง เรียกว่า ระลึกชอบ (สัมมาสติ)

ปัจจัยที่นำเข้าไป (Input) ในกระบวนการสัมมาทิฐิ (2 ขั้นตอน กับ 2 ตัวช่วย) มี 4 อย่าง คือ

image noble path

สัมมา อริยมรรค องค์ 8 มี สัมมาทิฐิ เป็นประธาน โดยมี สัมมาวายามะ และ สัมมาสติ เป็นเฟืองหมุน

อย่างที่ 1 เรียกว่าสังกัปปะ หมายถึงความดำริ หรือความคิด ในเรื่องของกิเลสกาม (กาม) ในเรื่องของความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท) ในเรื่องของการเบียดเบียนผู้อื่น (เบียดเบียน) เมื่อเข้าสู่กระบวนการสัมมาทิฐิ (ขั้นมรรค) เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบในการออกจากกาม หรือ เรียกว่าเนกขัมมะ (เนกขัมมสังกัปโป) ดำริชอบที่จะลด ละ เลิก ความพยาบาท (อัพยาปาทสังกัปโป) ดำริชอบที่จะลด ละ เลิกการเบียดเบียน (อวิหิงสาสังกัปโป) และเกิดผลสืบเนื่องต่อไป (ขั้นผล) เป็นความดำริในระดับโลกุตระ คือ ความตรึก (ตักโก) ความวิตก (วิตักโก) ความดำริ (สังกัปโป) ความแน่ว (อัปปนา) ความแน่ (พยัปปนา) ความปักใจ (เจตโส อภินิโรปนา) วจีสังขาร (วจีสังขาโร) ส่งผลให้เกิดพลังของความคิดที่บริสุทธิและสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตัดเหตุแห่งคิดร้าย ไม่ละเมิดศีลข้อ 1-5

อย่างที่ 2 วาจา เป็นเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ เมื่อเข้าสู่กระบวนการสัมมาทิฐิ (ขั้นมรรค) เรียกว่าสัมมาวาจา คือ เจตนาลด ละ เลิกการพูดเท็จ (มุสาวาทา เวรมณี) เจตนาลด ละ เลิกการพูดส่อเสียด (ปิสุณาย วาจาย เวรมณี) เจตนาลด ละ เลิกการพูดหยาบคาย (ผรุสาย วาจาย เวรมณี) เจตนาลด ละ เลิกการพูดเพ้อเจ้อ (สัมผัปปลาปา เวรมณี) และเกิดผลสืบเนื่องต่อไป (ขั้นผล) เป็นความงด (อารติ) ความเว้น (วิรติ) ความเว้นขาด (ปฏิวิรติ) เจตนางดเว้น (เวรมณี) ส่งให้เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มีวาจาที่เป็นสาระ ไม่ละเมิดศีลข้อ 4

อย่างที่ 3 กัมมันตะ หรือ การกระทำปาณาติบาท (ฆ่า) ลักขโมย ประพฤติผิดในกาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการสัมมาทิฐิ (ขั้นมรรค) เรียกว่าสัมมากัมมันตะ คือ เจตนางดเว้น (เลิกเด็ดขาด) จากการฆ่า (ปาณาติปาตา เวรมณี) การลักขโมย (อทินนาทานา เวรมณี) การประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี) และเกิดผลสืบเนื่องต่อไป (ขั้นผล) เป็นความงด (อารติ) ความเว้น (วิรติ) ความเว้นขาด (ปฏิวิรติ) เจตนางดเว้น (เวรมณี) ส่งผลให้เป็นบุคคลที่น่าเคารพ กราบไหว้ น่าไว้วางใจ ไม่ละเมิดศีลข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3

อย่างที่ 4 อาชีวะ หรือ การประกอบอาชีพในการโกง (กุหนา) ล่อลวง (ลปนา) ตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยอมมอบตนในทางผิด (นิปเปสิกตา) เอาลาภแลกลาภ (ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา) เมื่อเข้าสู่กระบวนการสัมมาทิฐิ (ขั้นมรรค) เรียกว่าสัมมาอาชีวะ หรือสัมมาอาชีพ คือ การเลิกละการประกอบอาชีพดังกล่าวนั้นเสีย จะเกิดผลสืบเนื่องต่อไป (ขั้นผล) เป็นความงด (อารติ) ความเว้น (วิรติ) ความเว้นขาด (ปฏิวิรติ) เจตนางดเว้น (เวรมณี) ส่งผลให้เกิดการเสียสละ ทำงานฟรีได้ (อาชีวะในระดับสูงสุด คือ ทำงานฟรี) ไม่หลงมัวเมาในโลกธรรมทั้ง 8 เป็นต้นทุนทางสังคมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ความรู้แจ้งเห็นจริงใน 10 เรื่อง คือ

เรื่องทาน (ทินนัง) เรื่องยัญพิธีบูชา (ยิฏฐัง) เรื่องการสังเวยบวงสรวง (หุตัง) ….. เป็นหมวดที่ 1, เรื่องผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว (สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) เรื่องโลกนี้ (อยัง โลโก) โลกหน้า (ปโร โลโก) …..เป็นหมวดที่ 2, เรื่องมารดา (มาตา) เรื่องบิดา (ปิตา) เรื่องสัตว์ที่เป็นโอปปะปาติกะ (โอปปาติกา) (หมายถึงลูกที่เกิดจากจิตวิญญาณพ่อ จิตวิญญาณแม่) …..เป็นหมวดที่ 3, เรื่องสมณพราหมณา (โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญจ โลกัง ปรัญจ โลกัง สยัง อภิญญา)

ทั้ง 10 เรื่องดังกล่าว หากเห็นว่าไม่มีผล หรือเห็นว่าเป็นเท็จ หรือปฏิเสธ (นัตถิ) ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้ เป็นมิจฉาทิฐิ หากเห็นว่ามีผล หรือเป็นจริง หรือยอมรับ (อัตถิ) ก็เป็นสัมมาทิฐิ โดยเฉพาะถ้าเชื่อว่าสมณพราหมณ์ผู้มีคุณสมบัติต่อไปนี้ มีตัวตนอยู่จริงในโลก คือเป็นผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ (ตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8) และซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ก็เท่ากับว่า “พระอาริยะ” หรือพระอาริยะเจ้าก็มีอยู่จริง รวมทั้งพระพุทธศาสนาก็ดำเนินต่อไปได้ไม่ขาดสูญ [ดูรายละเอียดใน พระโพธิรักษ์. (2530). สมาธิพุทธ. พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิธรรมสันติ.]

(2) สัมมาสังกัปปะ…อธิบายแล้ว
(3) สัมมาวาจา…อธิบายแล้ว
(4) สัมมากัมมันตะ…อธิบายแล้ว
(5) สัมมาอาชีวะ…อธิบายแล้ว
(6) สัมมาวายามะ…อธิบายแล้ว
(7) สัมมาสติ…อธิบายแล้ว

image noble path-eng

ภาพที่ 2. การหมุนรอบเชิงซ้อนของมรรค องค์ที่ 1-7 นำไปสู่การเกิดมรรคองค์ที่ 8 คือ สัมมาสมาธิ แบบพุทธ

เมื่อองค์มรรคทั้ง 7 ประการ ดำเนินไปตามกระบวนการของสัมมาทิฐิ ย่อมเกิด (8) สัมมาสมาธิ หรือ สมาธิพุทธ สู่โลกุตระ นับเป็นสุขภาวะของจิตวิญญาณอันสูงสุดยอดในความเป็นมนุษย์ (อารมณ์อันวิเศษของพุทธ)

บรรณานุกรม

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2559). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. (พิมพ์ครั้งที่ 34), มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต). [ออนไลน์]. http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/dictionary_of_buddhism_pra-muan-dhaama.pdf]
ธอร์น, คิพ เอส. เขียน รองศาสตราจารย์ วิโรจน์อุไรเรือง แปล. (2554). ประวัติย่อของหลุมดำ (Black Holes and Time Wraps: Einstien’s Outrageneous Legacy). พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : มติชน.
Landau, L. D.; Lifshitz, E. M. (1960). Mechanics. Pergamon Press.
Rob Bryanton. (online). Imagining the tenth Dimension a new way of thinking about time and space. source: https://www.youtube.com/watch?v=gg85IH3vghA&list=TLDe3jqnxtzS8 (2012).

The 8-Element: Reality dimension in phenomena

by SUDIN CHAOHINFA, igood media.
Last edit. 25 January 2016.

 

The universe is all of every things that live together. It has no boundaries and not counting. The objects were discovered, it will be named. There were only a little less compared to the entire universe. Hidden objects in the universe (dark matter) with up to 96% of the vastness of the universe makes the universe exist overlapping or parallel (multiverse) called the child universe. The any child universe together as the mother universe. If comparing the size and the distance between me, earth and the universe that are comparable.

  • The world is shredded particles of dust on stability in the galaxy or universe.
  • The world is one atom in the Milky Way galaxy.
  • The world is one cell of the solar system.
  • The world is residence or home of life (Life system).

“… Every things on earth is happening and evolution systematically, The world becomes a living constitution and existing under geologic change with the circumstances of life. The substances and organisms have systems of life and different. Viruses, bacteria, plants, animals or humans, it has a life cycle for one another. The man is a small world, the existence and orbit the earth. Each man, it is like a small solar system may called “dust photo-voltaic”. Equipped, various elements (as planets) soul (as stellar) running inside the orbit. As long as the scientists not clear conclusions about black holes, Big Bang, as well as the scope and circumstances of the search universe of human evolution. The mysteries of the spirit and the gift of human life after death. It can not be concluded as well. … “

Humans are not the “owners” of this world. It is a living one. Born and lived on this planet only temporary. Human beings think that they are smarter than others. And that’s true, the only human can communicate in mystery things to others with a vision to achieve recognition and acceptance to knowledge. And those cognitive development, a system of knowledge called science or logos.

We can see an overview of the universe in every dimension, every size, every time operators. “Universe – Earth – Life – Mind – Consciousness – Nirvana” as mentioned previously, the planet, earth, creatures, humans have evolved every time. This is still not resolved real. Buddha (623 BC – 543 BC) called these evolution that Tilakkhaõa: the Three Characteristics, includes (1) Aniccatà: impermanence; transiency (2) Dukkhatà: state of suffering or being oppressed (3) Anattatà: soullessness; state of being not self. The author suggests that this is a law of nature, along with the universe forever. and this is the explanation about the origin and end. Everything in this universe. But what humans can distinguish the truth. As world-earth, life-live, mind-mentality, soul-sense, these are knowledge or logos. The Buddha announce that nirvana is real, and man is accessible. But learning and reach nirvana had to go through the process. And intensive practice The Buddha called The Noble Eight-fold Path, (see explanation at the end of the article). But nirvana is still a mystery for person and scientists with the search must continue for a long time. (the same as to find out the origin of the universe) to scientifically proven fact. How to Nirvana is a condition, and how to access them.

“… To learn about mind, soul and Nirvana is difficult for people in this period which difficult as well as an understanding of the particle and wave. Cause depression and build a wall to protect their own folly. Alleging that Nirvana is non-existent, and just one belief in Buddhism. Lord Buddha called that person is a false view person (micchàdiññhi) classified “commoner” (worldly) compared with the lotus under quagmire from 4 kinds of lotus … “.

The vast universe far beyond human perception. There are many dark matter is mystery in the universe (over 96% is dark matter). Humans are not born with it. Those mystery (If humans are born with it, they would call it mystery, how). In the past, human make to seeking it has been a long time as much as the evolution of humanity ever.

“… The mystery things means something beyond the perception of the human senses (eyes, ear, nose, tongue, body and feel it). Scientists can access the mystery via technology with mentality. What secret was discovered, proved and confirmed. It is not a mystery anymore. Scientists were able to prove some spiritual gift, such as science was said to exist. But still can not explain it, how did it happen. There are only two issues: about of the universe and Nirvana remains a mystery for scientific world in the future… “.

A. Characteristic properties of elements and matter in the universe.

Scientists and Philosopher concluded the universe include being, born and what is possible (to be in rule of universe). Those everything can divide 2 feature, the physical characteristics and the psychological abstract. Both feature compose the vast universe is properties and identity characteristics intricate blend into one. But in one feature called “The 8-element”.

1. Wave (electromagnetic waves, gravitational wave, pulsation wave)
2. Form (shape, proportion, texture, tone, size)
3. Gravity – Energy
4. Temperature
5. Dimension – Spacetime
6. Cycle – Infinity
7. Mentality – Sense – Body
8. Integrity (Nirvana)

Human sensory perception can get The 8-Element of the universe is limited. (See The table relations between sensory perception and indicator of things in the universe, end of article). Physical characteristics and tangible matter are recognized through scientific instruments, but the mental aspect and abstract can be awareness through imagination with experience.

(1) Waves (electromagnetic waves, gravitational waves, pulsation wave)

It is available in all places all the time around us. But through our visual senses can get them at only the wavelength 400-700 nm. Human can see color vision of limited exposure. Only a few hundred colors (256 extremely colors). The color of the universe has more than 16.7 million colors. The human eye can see the real 3-dimensional and the simulated 3-dimensional (such, hologram picture). Senses the ear can be only limited to precept noise 30-140 decibels and frequencies of sound 20-20000 Hz.

The sound waves that people can perceive through the senses nerve and scientific instruments are silent, loud, low-high frequency, echo, ultrasound, ultrasonic, big bang, musical, voice, alto, sonic. Wavelength of light that exists in the universe. The human eye perception and scientific measurements, including sunlight, electric light, flash, daylight, back-light, aurora, ultraviolet ray, UV, infrared, bolt, blaze, candlelight. The special feature of the light spectrum. The cause such colorful hue, shade, tone, monochrome.

There are also many other waves in the universe where humans can not touch it. But could use some help technologies such as short wave-length, long-short wave, wave thermal (heat), incident wave, radio waves, electronic wave, electric waves. Electromagnetic waves, microwaves, radiation, brain wave.

There is also the factor that caused the reaction of the waves. Such as spatial, temporal and rhythm.

(2) Form (shape, proportion, texture, tone, size)

The format of matter or characteristic that can be defined and meaningful is the shape, proportion, texture, tone, size, and capacity. There is also a feature and another associated with the color (color primary, color of light, color of print), dimension, unit of measurement of the volume, quantity, weight, area and quality.

Humans can visualize objects in only the first dimensions to the third dimension. Scientists was grouping the main color of matter, its has 3 colors: red, yellow and blue. The color of light has 3 colors: red, green and blue. Objects have a shape, size and weight restrictions on the earth’s surface. Human touch can recognize shapes its relentless smooth rough areas. If the object is small, the level of atrocities can not be touched. This limitation of the look which is beyond human perception. There is no reason to believe and accept that. The large size of objects as universe, galaxies, solar system and the small size as atomic. It have to imagination is a rational and scientifically deduced.

(3) Gravity – Energy

Human perception force and energy. The sense of touch, smell, weight movement and the friction of the material. That material of all types and objects in the universe. There is strength and power are hidden.

Scientist discover the forces in the universe has four. Its is the fundamental force born with the universe and dissolve with the universe. (1) gravity, (2) electromagnetic force, (3) weak nuclear forces, (4) strong nuclear forces. Gravity are well known and easily understood in every day. Electromagnetic force is released from reaction and movement of material objects. Weak nuclear forces is the force that causes decay radioactive. Strong nuclear force served adhesion protons and neutrons to unite the nucleus of atoms. That is why the subject matter. It is held down.

There is another force type influential changes shape of the object, The movement of matter and the earth’s crust. Including the surface tension, force of shock wave, seismic reflection strength or seismic wave, earthquake, forces of water and wind (swash), force caused by shock waves from the center as the force of the explosion (blast wave), strong earthquake under the sea (tsunami), the strength of scent particle.

These forces are measured differently, according unique characteristics. Including Volt is measured in a units of voltage. Abvolt is electromagnetic force (centimeter – gram – second). Calorie is a unit of thermal power, Watt is measured in a unit of electric power.

(4) Temperature

Human percept temperature characteristics through sensory body is cold, warm, heat. The temperature required scientific instruments measure the temperature of the body is 37 degrees Celsius. Absolute zero temperature is 0° kelvin or -273.15° C (-459.67° F.). Melting point temperature from solid to liquid, freezing point temperature from liquid to solid, the boiling point from a liquid to a vapor, (the elements have different boiling point. The boiling point of water at sea level is 100° C.), The ignition-point temperature, condensation temperature, dew point temperature, temperature of vital signs. The thermometer called degree, there are three standard, Fahrenheit, Celsius, and Kelvin.

Humans perceive the difference in temperature (hot and cold) is the body contact. And tolerance of differences, the temperature was very limited. Some animals are resistant to temperature changes. Many times more than men. The elements and objects, too, are resistant to change. The temperature was different. Compared to the temperature of the star (about a million degrees Kelvin) and a high temperature in a dark space have just 2.73 degrees kelvin, or about -270 degrees Celsius.

In core of the sphere have high temperature as dozens million degrees Kelvin. Atoms can not be held down. Under hypothermia and high pressure levels, making it the center of a star full of energy (especially the nucleus of hydrogen). To achieve fusion of the nucleus of element, (mostly hydrogen) became the nucleus of heavier elements (helium or alpha particles). A fusion of hydrogen nucleus with the nucleus of another to release large amounts of energy in form of light and heat. That is the reason why stars can produce energy all the time.

The event is genesis universe have done after Big Bang, which has a much shorter period, beyond human speculation. Fundamental particles such as quarks, electrons, neutrino and photons can release energy to light and heat spreads out in all directions severe with enlargement of universe. The boundaries are not. Just after the Big Bang 0.01 billion in the second. The temperature of the universe dropped a ten billion degrees kelvin. Quarks together into protons (nucleus of hydrogen) and neutrons. After the Big Bang through to the next three minutes, the temperature of the universe was reduced to 100 million degrees kelvin, protrons and neutrons forming a nucleus of helium. During this period, the universe expanded rapidly. 300,000 years after the Big Bang to the temperature of the universe dropped to 10,000 degrees kelvin. Nucleus of hydrogen and helium will absorb the electrons into orbit. After that, atom of hydrogen and helium have be done, respectively. After the Big Bang, at least 1,000 million years, galaxies are also taking place. Within the galaxy, there are the basic elements hydrogen and helium, which are formed together as the stars.

(5) Dimension – Spacetime

The dimension is linked to universe, space and time. The human recognize dimension of things on earth through sensory nerve of eye and ear maximum the third dimension. Scientist believe there are eleven dimensions in the universe. The human is incomprehensible about space, time and dimension, especially the fourth dimension or more. They are requires sensory nerve and mental contact as a tool for understand its. (See details in B. Understanding dimension).

The size and shape of the object of three-dimensional measuring instruments can be used. To tell the characteristics and location of which there are three values ​​is a unit of weight unit, cubic unit and length unit. This type of measurement is required to determine the standard (default value) more a comparator to determine the actual size.

(6) Cycle – Infinity

Behavior of cycle is starting with the arise, existence, change and dissolve of elements and objects except nirvana. Even nirvana will exist in the universe, but concluded oriented physical stokes not only definitive conclusion. It looks like a nirvana over the universe, or does it have no status different from dark matter and black holes. But when viewed as a whole, elements and objects in the universe of all types have common characteristics. This combination and interlacing under the same principle, called the 8-Element. The 8-Element circumstance movement and changes over time can not maintain its original condition. (Under this concept, contributes to innovate both astronomy, genetics technology innovation continue indefinitely). The corollary of unstable elements in the material as well as spiritual, so it has no real identity. Can not be held down by The three characteristic (Trilakkhana) is impermanence (Aniccata), state of suffering (Dukkhata), and state of being not self (Anattata).

The cycle of human perception and are seen is the life cycle and life style, which is cyclical of elemental beings and all substances (explained its being, exist, dissolve and start new cycle). Elements and objects of spiritual forms of different cycles. The cycle of nuclear, fuel, nitrogen, water, rock, carbon is related to wave, energy, light, sound, temperature, appearance, strength, dimensional space-time. Until the situation of entanglement are inseparably. Changes of nuclear is associated with strength and energy is always time. The cycle of elements and every things in the universe is swirling extinguished by the mother universe except cycle of nirvana. Persons called Arahatta (a perfected person) is a supernatural and spiritual energy of mankind. They have a truth knowledge and can access to nirvana. That can choose their own life cycle has to end or continue. Similar to the transition body of the soul from one body or death. Then reborn as another one body (avatar).

“… Who has access to Nirvana called the Arahanta (the Holy One or perfected one). When he died from the human body, but the consciousness (soul) remains in the universe by format mental action and result of action (kamma-vipaka). The persistence of consciousness could transfuse to new body human. Reborn growth and death from the human body. Can be just that stop cycle of mental action and result of action (soul decays do not go up again). But mental action and result of world person have yet strength and energy, resulting in a cycle of life to continue (death to reborn and dead is infinity). Ordinary person accumulate strength and energy kamma-vipaka many beyond breaking, as well as the adhesive strength of the atomic nucleus. Kamma-vipaka as fuel for the soul remains in the universe over the next years longer than the age of the star. … “

The following cycle could not come to a conclusion on speed of light, universe, dimension of space-time, and Big Bang. But the end of the cycle at the center of Black holes. No other objects that slips into the center of the black hole will be go away from it even light and time. Everything is at a standstill when the center of a black holes.

(7) Mentality – Sense – Body

Sense and mentality is ultimate realities (Paramattha-dhamma have 4 items). Include, Citta – consciousness, Cetasika – mental factors, Rupa – matter or corporeality, and Niravana. The consciousness is feeling emotional. Sense mentality is happening in the mind as symptoms of mental things. Reality living of a man have five groups of existence (Buddhism called Khandha), (1) corporaeality or matter (2) sensation (3) perception (4) mental formation and (5) consciousness.

Exact, consciousness (soul) is the cumulative strength and energy in the form of a mental element called “kamma-vipaka”. Kamma inclusive bodily action, verbal action, mental action. Vipaka is action of result of kamma. Its will remain difficult to refute and can not be transferred to a mental element to another.

Consciousness, mental factor and matter formed have existence in abstract with called “spirit” or “soul”. Its have characterized, intangible can not measure, without weight, without state, can move to time travel on the dimension of universe. In general, the elements and matter can not confirm the identity. But proofing of identities of sense-mentality must study only by conceptual consciousness. For describe tangible signs, form, meaning and explained difference.

Special features God created and given to the human is senses and consciousness. Its can be perceived and manipulates emotions, knowledge, feeling, perception, formation and consciousness compassion later. The concept features senses contact have no for the animals and plants. Animals may not learn any moral at all. The behavior of the animals, its seems that awareness and meet the great value is what people think speculation itself. Animals react and behave in accordance with the terms and conditions (hungry – eat, turkey – bed, shelter – run survival) for a living. But humans respond to the needs of the body, such as hungry – eat, tired – rest, cold – blanket. They have done behavior by the power of desire and pasion as greed, hatred, delusion. (Kilesa – defilements).

“… Phenomena formative or every things in the universe is divided into six levels: (1) matter – energy (2) organism – plants, bacteria, viruses (3) wildness – animals (4) humans – worldling, civilized person, honourable person (5) goodness beings – God, angle (person do it for others) (6) integrity person (being nothing wrong). Organic – plants have no senses, emotions, feeling, perception, formation, consciousness. The belief that objects and tree have souls haunting that does not prove true. These faith may not be erased from society. For this reason, people who have beliefs about the soul haunting to try to maintain their ideological beliefs by the discourse that “Do not believe it, Do not disdain.” And to avoid conflict of science and mystery which inconclusive, call these beliefs as “superstition” (not the science, not logos) … “.

“… The Lord Buddha had enlightenment and gathered into one group with the other four categories.
(1) material (solid, liquid, gas)
(2) organic (plant and animal)
(3) biotech (wild, monsters, brute, world)
(4) mental (human, dheva, dhamma). … “

Concluded, The 8-Element is the identity and behavior of everything in the universe. Both before and after the Big Bang. The proof of identity elements and all objects in (1) to (7) of the 8-Element is source of intellect knowledge and science via the eyes, ears, nose, tongue, body sensory experience sharing scientific instruments. But proving the existence and identity of symptom’s mind soul (mind, mentality, form, integrity or niravana). It’s require the mental media, sensory or conceptual extremism. No one or any scientist do proving that mental have done behave as particles or waves. As well if mental was assumed that have been both particles and waves, mental as well as photon particles. There are also doubts continued that what the body of media is a collection of kamma – the results of kamma and where stored kamma is any format. There are to search and prove in the future. Perceived to reach nirvana through mental Ehtsik may take a long time to learn, practice and transnational must need time for long around (born to dead and new reborn continued).

(8) Integrity (Nirvana)

Mind can be active in sense and mentality. It is an important tool for reach and prove identity and circumstances of nirvana through practice. The Buddha called “The Noble Eight-fold Path” (see explanation at the end of the article). In fact, person must use all the senses of them to learn “symptoms of mental” which have both positive and negative.

Include (a) Cakkhu-samphassa: eye-contact; eye + picture + eye-consciousness, such as beautiful things – like, Ugly things – unlike. (b) Sota-samphassa: ear-contact; ear + sound + ear-consciousness, such as melodic – like, noisily – unlike. (c) Ghana-samphassa: nose-contact; nose + scent + nose-consciousness, such as onion – like, foul – unlike. (d) Jivha-samphassa: tongue-contact; tongue + taste + tongue-consciousness, such as delicious like, not delicious – unlike. (e) Kaya-samphassa: body-contact; body + perception of tangible objects + body-consciousness, such as soft, fine, cold – like, rough, unbending, hot – unlike.
(f) Mano-samphassa: mind-contact; mind + perception of mind-objects + mind-consciousness, such as dissatisfied – dissatisfied – merely.

[see Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2016). Dictionary of Buddhism. (34th Edition), ISBN 974-8357-89-9. page 198. [268] Vinnana: consciousness. – D.III.243; Vbh.180. and page 200. [272] Samphassa, Phassa: contact. – D.III.243; S.II.3. (online0. http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/dictionary_of_buddhism_pra-muan-dhaama.pdf]

And when you see the symptoms and the psychological need, do not to “abuse” it and over it. The symptoms of mental learning and control it to live peacefully. Do not hurting and harming plants, animals, humans and the environment itself. If done well, as usual no symptoms of mental abuse turns to another condition known as equanimity or neutrality (Upekkha) or other name as concentration on the void (Sunnata-samadhi) and called Niravana (Nibbana).

[See  Big Bang Inflation Diagrams – Big size]

B. Understanding dimension

The beginning of the universe, there is only one dimension. It was packed with matter and energy which the collaborative features of the superconducting substance (the mass). But after the Big Bang just a fraction of one-thousandth of a second. It has various dimensions occur. A presentation of galaxies, stars and microorganisms, then there are the development cycle of a living, soul and the phenomena formative was being many range.

Dimensions in the universe can be divided into 4 categories. As dimension of objects, dimension of time, dimension of universe and light, dimension of the mind (sense and mentality). If you count the dimensions in the universe. Physicists have hold up String theory to explain that the number of dimensions in the universe has 11 dimensions together really. This fact can be explained :-

(1) The 1st, 2nd and 3rd Dimension

It is a dimensional objects or substances. Normally, Person perception and understanding of the dimensions that 1-2-3 dimensional was be uncomplicated. Because of there are width, length and depth made common sense for easy. This is a fundamental dimension of existence and the human can be tangible, solid, liquid and gas.

(2) The 4th, the 5th, and the 6th Dimension

It is the dimension of time. Time is the line of passage (or cycle) of all objects in universe. There are 3 sections; past, present and future. That is a dimension of time. The dimension of time should take all time, space and place in one.

Theories explaining the dimension of time is the rule of Relativity, which describes the relationship between measure the distance from the observer’s frame of reference is different. There are theories that explain relativity is Galilian Relativity. It said space and time do not correlate. Compared with people on the boat that was sailing. Look at the people on the shore. The man on the deck that still exist. But the man in shore would see the man on the boat is in motion. Albert Einstein said that the space and time is relate (see Einstein’s Theory of Relativity). He said that anyone in event to measure the speed of light is always the same. Whatever their movement is or not.But the Einstein’s Special Theory of Relativity stated that constancy of the speed of light and the equivalence of physical laws. In physics, an inertial frame of reference (also inertial reference frame or inertial frame, Galilean reference frame or inertial space) is a frame of reference that describes time and space homogeneously, isotropically, and in a time-independent manner. [Landau, L. D.; Lifshitz, E. M. (1960). Mechanics. Pergamon Press. pp. 4–6.]

The relativity about space and time, force and energy, contrary to the common sense of the common sense and elusive. But that explanation is the beginning of the fourth dimension and above.

As noted previously, All objects could have described by the first dimension to the third dimension, but described by the fourth dimension to the sixth dimension, each dimension using the time of a break. At present moment is the first dimension of time (or the fourth dimension in universe from 11-dimension). At past is the second dimension of time (time is minus) (as the fifth dimension in universe from 11-dimension). And at future is the third dimension of time (time is plus) (as the sixth dimension in universe from 11-dimension). The time travel to the past or future can be achieved if the line of convergence time (ex: past add future balance at present). The end of the time dimension is the end of the child universe and the Big bang around waiting to happen. But the mother universe will described by the 7-10 dimensional.

Professor Stephen Hawking, calling it a phase space. He said dimensional sixth of the time it was “a possibility at all of the events” (plus and minus equal zero). This means everything return to zero again (or loss). It is the 11-dimensional universe, which will be described later.

(3) The 7th, the 8th, the 9th and the 10th Dimension

is the dimension of space. This dimension describes what’s the big space. This relativity with space – time – light. Because time is three time as mentioned above. Light travels at a constant speed (300,000 kilometers per second). Space is curved because of the influence of gravity between objects and stars (gravity force called gravitation of the particles it is equal to the speed of light). Gravity causes the disc space concave bend toward each other (space is minus). If space is very minus near zero, it becomes a black holes and light traveling through the nearby that area. Streamer lines are made bend down. The unit of curvature space as plus the space is curved out. If the curvature space as minus space is curved toward each other.

Light travels at a speed always constant. (Although the light to move forward or rewind time). Relatively light travel time is always called “light years”. One light year is the distance light travels equal to one year. Since the universe is vast, but the light can penetrate to travel anywhere in the universe, scientists are using light year is the distance measurements of objects in the universe.

In the normal light (line has a value of zero), making a flat universe was the first dimension (or the seventh dimension in universe).

In the vast space light curves have don. The line of curvature of light is greater than or less than zero will result in the light travels slower. Light travels more slowly because of the influence of the Black holes.
The universe will be bend grossly distorted figures known as the second dimension of space (or the eighth dimension in universe from 11-dimension). And if bend and fold together and converge it into the third dimension of space (or the ninth dimension in universe from 11-dimension). And if it was bent, folded, tangled and overlapping and messy (the child universe often this frequently). This is the tenth dimensions of space (or the tenth dimension in universe from 11-dimension).

The overlap of the child universe. And the collapse (phase space) the child universe would enter a stable state with a zero (0) (plus and minus = zero), which is the eleventh dimension (convert to the zeroth dimension). Described state of the zeroth dimension as follows:

+1 and -1 = 0
+2 and -2 = 0
+3 and -3 = 0
+n and -n = 0n

So, the eleventh dimension is not dot and is not the first dimension, exactly is not a blank. Although it is mathematically is zero, but it is beginning to the first dimension in a new round (after Big Bang). It can be said that the eleventh dimensions are exactly Lord Buddha attained enlightenment. When the universe is zero, no additives or any other object is worth more than that. Even spiritual. He called that status is “Nirvana” (A mentality access to Total-Nirvana is lost forever, even if it takes a new dimension. It is removed from the range of The 8-Element).

C. The dimension of the “media”.

Communication, exchange of knowledge and information between people, is done through intermediaries which the object substance. However, all media body is the substance and different from the others. Because it contains material information, knowledge as well as text, images, sound, animation and video. The value of the medium, those are not qualities or value of the elements. substances that form as a medium such as paper, cloth, metal screen, but the real value is the essence of the message that knowledge is contained within the media body.

Essentially, the design or determine the material to be packed into the media body. Must make appropriate the human senses to the audience access contents. The content (text, images, audio) will be created in the form of one-dimensional and two-dimensional as most such publications, electronic media. In this time, the imaging technology can create digital pictur of 2D to 3D (3D picture – 3D sound) such as film production in digital 3D or 4D.

Indeed, the medium is a channel of communication between humans have a deep meaning hidden within the sample media (as other creatures, various inventions) object media, person media, location, events. Accessing to information and knowledge all of medium, human can recognize more than a third dimension, which is explained as follows.

(1) Dimension with the sixth sense is awareness about the spiritual emotions of human beings as a tool to learn interpersonal and activity-based.

(2) Perception of other creatures such as humans, animals, aliens. Affecting humans both directly and indirectly. Human beings generally do not care. They think and what to do when it is human action. It may make an impact on the environment. And cause damage to humans at a later time.

Men should have a view on what’s around the world (vision) in a wider degree as take photo with eye-fish lens. Indeed, what is the human body. As well as media and channels to let people know that they (humans and other living things) should have the same mission. However, humans should not be persecuted and sought benefits. From different creatures including own personal demons. Until the others can not bear the suffering struggle and reprisals to survive finally.

Reading the idea and behavior of other creatures. Action needs to touch every dimension, it will be completed.

(3) the dimensions of the universe (total 11 dimensions), which consists of The 8-Element, As already mentioned above.

Communication the information about matter the elusive person (abstract) as a dimension of sixth senses, about universe, black holes and soul. For this reason, teller or writer must will have to create facts them to text, images, model, diagram, sound, which is the first – the tird dimension object or up to the fourth and the fifth dimension. A higher than the fifth dimension can be done by explain or wording to depict narrative. It is incomprehensible anyway because the dimension even higher. Human language can not communicate.

Humans need sixth senses to study everything in the fourth dimensions or higher. It have something that can not explain the details of sign, meaning and language to another. Such as Nirvana, only honourable person can see and touch it. And only intelligent individuals person to recognize and experience the nirvana status. Other person have no stature or no contact sense to Nirvana. May be misleading.

“… The Lord Buddha who access and visibility conditions integrety or nirvana called “dhamma”. He said, the Nirvana is ‘Svakkhato’. It is a rule of holly life for human. Human can be accessible via practice in morality, meditation and intelligence (The Noble Eightfold Path). Who accessed Nirvana, see inevitably witness by themselves. (Sanditthiko), has a value of unlimited time (Akaliko), anyone can access by themselves (Ehipassiko), human should be practice (Opaneyiko), and is the doer accessed and seen it by themselves. ….”

Presenting human unnatural magnification of honorable priest (monk of Buddhism). It is common (ordinary people) can not be understood. Likewise, only qualified individuals to understand. About The black hole, wormhole and time travel is other people understood it. The film producer; Stargate (2013), Star Trek (2009), The Guardian of the Galaxy (2014), Science fiction novel by Carl Sagan named Contact (1985). It deals with the theme of contact between humanity and a more technologically advanced, extraterrestrial life form. It seeks to take people understand the spatial dimension and time.

My Science fiction – fantasy – adventure titled “Hope Full with Hearted” by Author, DIN HIN FA (ดิน หิน ฟ้า) playing a story under dimensions of space and time.

As mentioned previously, the photos and video to tell the story about the 3-dimensional object tangible make easier the fourth-dimension or higher. Normally, the physical appearance of photographs and video is the second dimension object (length x width). Presentation of the images in 3D can be done either in a horizontal, 2-dimensional and 3-dimensional. The format of image isometric and perspective show depth dimension length on plain paper. If to demonstrate real depth dimension, it can be done. By controlling the refraction of light or color vision in the eye of the beholder. This called image the real dimension (real D or real 3D) and called video is hologram.

The previously described is presenting 2-dimensional images into 3-dimensional images on the media, such as a paper, electronic screen monitor. But the 3-dimensional reality (shaped length x width x height) can be offered in the fourth and the fifth dimensions. Such as sample objects (objects, people or other creatures) on display at the exhibition, museum or any the event, road show and make it move in a horizontal plane (such as visual art, advertising poster attached to the frame of the car running). If it moves, and the direction of the vertical, plane, oblique. It’s have relative motion causes as the fourth and the fifth dimension. There are factor motional of 3d objects is space and time. If you make 3D objects by changing the enlargement ratio. (value size is plus) or decrease (value size is minus). That object is the sixth dimension (changing the space time and form).

The existing of the fourth, fifth and sixth dimensions of the matter is that it was the relativity between the space-time and size of form. This principle can be explained. Objects in the universe as well, just adjust the size of the area on the earth’s surface into a space the size of a large proportion of objects and materials to objects in space.

D. The 8-Element of the same thing, universe, world, humanity.

The evolution of humanity continued formation with double aspects of knowledge. (1) The philosophy and religious form social sciences that deals with human relationships, the units of social, social rules and control human behavior for create well-being in living. (2) Intelligence and Science construct technology and innovation.

“The Basic Principles” of learning. Science fields, as well as advances in science and technology is the intellectual dimension and the dimension’s universe that compose The 8-Element. It is the foundation of the idea and learning, throughout history of humanity. It can be said that The concept of the intellectual dimension and the dimension of the universe is a real phenomenon. The 8-Element is the focus of all truth. That exist in the universe. The universe is one. No outside universe No inner universe. Because of the universe is infinite and without a single goal. (Although the child universe it is not overlapping or parallel).

Support reasons that the universe is that everything possible is being proved already discovered (celestial body, star, planet, objects, creature, genetic, element, atomic, sense, soul). The universe is what is not possible is a mystery (dark matter). still inconclusive The history of black holes and the Big Bang, which is still waiting to be discovered. Although the universe is based on assumptions. Both possibilities and it is not possible, as the concept of intelligence and dimensional universe is still “The Basic Principles” of the genuineness of the phenomenon. Which comprises the 8-element.

The smallest and the biggest thing, it’s in this universe.
The lightest and heaviest, it’s in this universe.
The densest to lightest, it’sin this universe.
What is most concentrated and the most diluted, it’s in this universe.
What is the most intimate and the most distant, it’s in this universe.
Most attracted and the most momentum, it’s in this universe.
The hottest and coldest, it’s in this universe.
The thickest things and thinnest things, it’s in this universe.
What moves fastest and slowest moving, it’s in this universe.
The Space of deafening uproar and the most quiet, it’s in this universe.
The Space of darkest and brightest, it’s in this universe.
The hardest and softest, it’s in this universe.
The most stupid and the wisest that exists in this universe.
Sadness and happiness that exists in this universe.
Hell and Heaven exists in this universe.
Nirvana and Ego exists in this universe.
Because, This universe is the cycle of the past, present, future.

End.

Appendix A.

The table relations between sensory perception and indicator of things in the universe.

Appendix B.

The Noble Eightfold Path (Aññhaïgika-magga)
A factors or constituents of the Path) มีดังนี้
1. Right view or Right understanding (Sammàdiññhi)
2. Right thought (Sammàsaïkappa)
3. Right speech (Sammàvàcà)
4. Right action (Sammàkammanta)
5. Right livelihood (Sammà-àjãva)
6. Right effort (Sammàvàyàma)
7. Right mindfulness (Sammàsati)
8. Right concentration (Sammàsamàdhi)

image noble path-eng

Process of The 8-noble path start at Right understanding is the chief and make relation with Right effort and Right mindfulness. Moving around and sent itself to a cycle of Right thought, Right speech, Right action, and Right livelihood. Creating mentality around and move to consciousness. Go to be Right concentration. [The Canonical work (Tipitaka), collection of middle-length discourses (Majjhima-nikaya) vol.14: 252-281. Description method by Samana Bodhirak, Santi Asoke Thailand.]

Reference.

Kip S. Thorne. (1994). Black Holes and Time Warps: Einstein’s Outrageous Legacy. Thai Language Copyright 2006 by Matichon Publishing House.

Phra Brahmagunabhorn (P. A. Payutto). (2016). Dictionary of Buddhism. (34th Edition), ISBN 974-8357-89-9.

Landau, L. D.; Lifshitz, E. M. (1960). Mechanics. Pergamon Press.
Rob Bryanton. (online). Imagining the tenth Dimension a new way of thinking about time and space. source: https://www.youtube.com/watch?v=gg85IH3vghA&list=TLDe3jqnxtzS8 (2012).